วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555
ความสำเร็จของงานวิจัยและพัฒนามันสำปะหลัง กรณีตัวอย่าง
ความสำเร็จของงานวิจัยและพัฒนามันสำปะหลัง
กรณีตัวอย่าง
ศาสตราจารย์ ดร.เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ 1/
รองศาสตราจารย์ ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ 1/
หลายท่านไม่ทราบว่าประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากที่สุดในโลกตลอดมา
ไม่ต่ำกว่า 50 ปี เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ใช่จากความบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่เกิด
จากมีนโยบายของรัฐที่สนับสนุนการวิจัย มีทีมคณะวิจัยที่มุ่งมั่น มีหน่วยงานภาคเอกชนที่สนับสนุนการ
วิจัยและเผยแพร่ผลงานวิจัย ตลอดจนมีเกษตรกรผู้ขยันและภาคอุตสาหกรรมสามารถแปรรูปมัน
สำปะหลังตอบสนองความต้องการของตลาด ซึ่งจะขอกล่าวดังนี้
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางภาคใต้ของไทยจากการรายงานของทวน คมกฤส ในหนังสือ
กสิกร ปี พ.ศ.2480 พบว่า มีการปลูกมันสำปะหลังที่จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่หลายพันไร่ เพื่อผลิตแป้ง
ส่งออกไปจำหน่ายยังสิงคโปร์และปีนังก่อนส่งมาจำหน่ายที่กรุงเทพอีกต่อหนึ่ง ในขณะนั้นเริ่มมีความ
พยายามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่พยายามหาพันธุ์ที่ดีโดยนำพันธุ์จากประเทศมาเลเซีย (มาลายู
ในขณะนั้น) และฟิลิปปินส์มาคัดเลือก แต่ไม่พบการรายงานความสำเร็จ
การค้ามันสำปะหลังเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการปลูกเป็นการค้าในภาคตะวันออกในจังหวัดชลบุรีและ
ระยอง สภาพพื้นที่ในเขตนี้สภาพพื้นที่เป็นที่ดอน ดินค่อนข้างเป็นทราย ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่มี
แม่น้ำใหญ่ ไม่เหมาะกับการทำนา แต่มันสำปะหลังสามารถเจริญเติบโตได้ดี มีการตั้งโรงงานผลิตแป้ง
มันสำปะหลังเพื่อผลิตแป้ง เริ่มปรากฏสถิติการปลูกมันสำปะหลังเป็นทางการในจังหวัดชลบุรีตั้งแต่ปี
พ.ศ.2492 ที่มีพื้นที่ปลูก 102,000 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 307,000 ตัน เพื่อผลิตแป้งไปจำหน่ายยัง
ต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเริ่มมีการผลิตมันเส้นและ
มันอัดเม็ดสำหรับเป็นอาหารสัตว์เพื่อจำหน่ายไปยังประเทศแถบยุโรปตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2501 เป็นต้นมา
ความต้องการของตลาดยุโรปได้ขยายมากขึ้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของพื้นที่ปลูกจาก 2 แสนไร่
ในปี 2499 เป็นสูงสุดคือ 9.2 ล้านไร่ในปี 2528 พื้นที่ปลูกได้ขยายจากจังหวัดชลบุรีและระยองไปยัง
ภาคต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตก และภาคเหนือ (เจริญศักดิ์, 2532) รวมพื้นที่ปลูก
มันสำปะหลังในปัจจุบันทั้งหมด 45 จังหวัด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ; www.oae.go.th,
2008)
ในระยะแรกมีการตั้งสถานีทดลองพืชไร่ระยอง ของกรมวิชาการเกษตร และสถานีฝึกงานนิสิต
คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มมีการวิจัยทางด้านดินปุ๋ยตั้งแต่ พ.ศ.2498 และเริ่มมีการนำ
พันธุ์จากประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2508 โดยกรมวิชาการเกษตร จากเวอร์จินไอร์แลนด์ โดยสมาคม
การค้ามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ในปี 2525 (พีระศักดิ์ และเจริญศักดิ์, 2529)
ประเทศไทยครองตลาดเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังตลอดมา ในอดีตเป็นสินค้าด้าน
การเกษตรเป็นอันดับสองรองจากข้าว และเป็นอันดับหนึ่งในปี 2521 แต่ความสำเร็จโดยสรุปเกิดจาก
4 ประการคือ
1/ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
1. การตลาด ภาคเอกชนสามารถสนองความต้องการของตลาดอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าโรงงานแป้ง
โรงงานมันเส้น และโรงงานมันเม็ด
2. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ปราศจากโรคและแมลงที่สำคัญดังทวีปอื่น
3. ประเทศไทยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีพันธุ์ระยอง 1 และความรู้พื้นฐานทางด้านการ
เพาะปลูก ดิน-ปุ๋ย
4. เกษตรกรมีความชำนาญและมีความขยันหมั่นเพียร
ความสำเร็จของงานวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ในปัจจุบันผลผลิตมันสำปะหลังของไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ในอดีตผลผลิตเฉลี่ยของ
ไทยในรอบ 30 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2510 – 2540 เฉลี่ยผลผลิตได้ไร่ละ 2.31 ตัน/ไร่ และใน 10 ปีหลัง
ผลผลิตเฉลี่ยได้เพิ่มเป็น 3.66 ตัน/ไร่ ในปี 2550 ขณะที่ปีดังกล่าวผลผลิตเฉลี่ยทั่วโลกเพียง 1.70
ตัน/ไร่ จากการวิเคราะห์พบว่า ผลผลิตมันสำปะหลังไทยที่เพิ่มขึ้นนี้ครึ่งหนึ่งเชื่อว่ามาจากพันธุ์ที่ดี และ
อีกครึ่งหนึ่งมาจากปุ๋ยและการเขตกรรม (Rojanaridpiched and Vichukit, 2008)
ในแง่การแปรรูปของโรงงาน เนื่องจากหัวสดของมันสำปะหลังรุ่นใหม่มีแป้งในหัวสดสูงขึ้นมาก
ทำให้การผลิตแป้งและมันเส้นได้มากขึ้นคือ
ในอดีต
แป้ง 1 กิโลกรัม ใช้หัวสด 4.75 กิโลกรัม
มันเส้น 1 กิโลกรัม ใช้หัวสด 2.35 กิโลกรัม
ปัจจุบัน
แป้ง 1 กิโลกรัม ใช้หัวสด 4.20 กิโลกรัม
มันเส้น 1 กิโลกรัม ใช้หัวสด 2.10 กิโลกรัม
ด้วยประสิทธิภาพในการผลิตวัตถุดิบและแปรรูป ทำให้
1. การปลูกมันสำปะหลังยังคงเป็นอาชีพทางเลือกที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทย ทั้งๆ ที่ตลาด
ส่วนยุโรปที่เป็นตลาดที่สำคัญในอดีตมีความต้องการมันสำปะหลังใช้เลี้ยงสัตว์ลดลง เนื่องจากมีการ
ปฏิรูปการเกษตรในช่วงปี 2536 – 2539 ที่ลดการอุดหนุนสินค้าธัญพืชลง ทำให้ผลิตภัณฑ์มัน
สำปะหลังไทยราคาไม่สามารถแข่งขันเพื่อเป็นอาหารสัตว์ในยุโรปได้ ขณะนั้นนักธุรกิจไทยต่างกังวลว่า
มันสำปะหลังไทยจะหมดอนาคตหากไม่สามารถเพิ่มผลผลิต/ไร่ และไม่ขยายตลาดอื่นได้ แต่ไทยเราก็
ทำสำเร็จ
2. ตลาดต่างประเทศ แป้งมันสำปะหลังและแป้งแปรรูปจากประเทศไทยกว่าปีละ 2 ล้านตัน
ออกไปขายทั่วโลกแข่งกับแป้งข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา ที่มีความก้าวหน้าทางการเกษตรและ
อุตสาหกรรมมากที่สุดในโลก
3. สามารถสนองความต้องการภายในประเทศ มีการใช้แป้งในอุตสาหกรรมกระดาษ ไม้อัด
อาหาร ทอผ้า ปีละกว่าล้านตัน และมันเส้นสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์กว่าล้านตันเช่นกัน และ
ล่าสุดอุตสาหกรรมเอทานอลเพื่อเป็นเชื้อเพลิง จะใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลัก
เบื้องหลังความสำเร็จคืองานวิจัยและการส่งเสริมเผยแพร่วิชาการ
งานวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกิดจากภาครัฐ องค์กรนานาชาติ และภาคเอกชนดังสรุป
1. ภาครัฐ มี 2 หน่วยงานหลักคือ
1.1 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่วิจัยด้านดิน – ปุ๋ย การเขต
กรรมพืชไร่ และพันธุ์ระยอง 1 ระยอง 90 ระยอง 5
1.2 คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตผล
การเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร วิจัยพื้นฐานทางด้านดินปุ๋ย การเขตกรรม การแปรรูป และพันธุ์
เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 ห้วยบง 80
1.3 กรมส่งเสริมการเกษตร วิจัยและส่งเสริมในระดับไร่นา
2. สถาบันวิจัยเกษตรนานาชาติ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศอุตสาหกรรมและมูลนิธิการกุศลต่าง ๆ กังวลว่า
ประเทศด้อยพัฒนาจะผลิตอาหารไม่พอเพียง จึงมีการตั้งสถาบันวิจัยการเกษตรนานาชาติขึ้น เพื่อ
สนับสนุนการวิจัยทางด้านการเกษตร และพัฒนาคน สำหรับมันสำปะหลังมีการตั้งศูนย์เกษตรเขตร้อน
นานาชาติ (Centro Internacional de Agricultura Tropiocal, CIAT) ตั้งที่เมืองคาลี (Cali) ประเทศ
โคลอมเบีย (Colombia) เมื่อปี 2509 (พีระศักดิ์ และเจริญศักดิ์, 2529) ศูนย์นานาชาติแห่งนี้
ช่วยเหลือประเทศไทยคือ
(1) การพัฒนานักวิจัย ในช่วงปี 2518 – 2545 CIAT ได้ให้ทุนนักวิจัยไปฝึกงานที่
ประเทศโคลอมเบียรวม 44 คน
(2) การพัฒนาพันธุ์ร่วมกับ CIAT และประเทศไทย ได้ร่วมมือกันปรับปรุงพันธุ์มัน
สำปะหลัง สำหรับภูมิภาคนี้เป็นเวลาถึง 15 ปี ตั้งแต่ปี 2525 – 2541
(3) CIAT เป็นแหล่งข้อมูล และเชื้อพันธุกรรมมันสำปะหลังของประเทศไทย
จำนวนตัวเงินที่ CIAT ลงทุนไปคาดว่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท
3. ภาคเอกชน มีการจัดตั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยเมื่อปี 2533
มูลนิธิฯ นี้ได้สนับสนุนทุนวิจัย ส่งเสริมฝึกอบรมเกษตรกรไปหลายหมื่นคน และได้ขยายพันธุ์ดีพันธุ์
ต่าง ๆ แจกจ่ายเกษตรกรตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 – 2550 จำนวนถึง 47.68 ล้านต้น โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกทำได้ถึงขนาดนี้
4. นักวิชาการ ต้องยอมรับว่าคณะนักวิจัยมันสำปะหลังไทย มีความมุ่งมั่นและความหวังสูงสุด
ที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรไทยผลิตมันสำปะหลังให้ดีขึ้น และมีวัตถุดิบเหมาะสมกับอุตสาหกรรม โดย
การวิจัย ฝึกอบรมให้เกษตรกรนำไปใช้ มากกว่าที่จะพยายามผลิตผลงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่มี
impact สูง โดยเกษตรกรไทยไม่สามารถเอาไปใช้ได้
เอกสารอ้างอิง
เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์. 2532. มันสำปะหลัง การปลูกอุตสาหกรรมแปรรูป และการใช้
ประโยชน์. ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 444 หน้า.
ทวน คมกฤส. 2480. มันสำปะหลัง. กสิกร 10 : 495-506, 778-786, 911-922.
พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ และเจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์. 2529. การปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจของ
ประเทศไทย. กลุ่มหนังสือเกษตร 381 หน้า.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2551. รายงานผลสำรวจมันสำปะหลังโรงงาน ปี 2551. ศูนย์
สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
Rojanaridpiched, C. and V. Vichukit. 2008. Cassava Breeding in Thailand. Paper
presented in Global Cassava Partnership, Ghent, Belgium, July 21 – 25
โรคปลานิล
โรคปลานิล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชนกันต์ จิตมนัส
คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมประมงได้จัดให้มีการอบรมเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่ม
ศักยภาพการผลิตปลานิลของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก จริง ๆ แล้วเกษตรกรได้เลี้ยงปลา
นิลมานานแล้ว มีการส่งเสริมให้เลี้ยงทั้งแบบยั่งชีพและเชิงพาณิชย์ เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โต
เร็ว อย่างไรก็ตามอุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเพาะเลี้ยงปลานิล ก็คือ โรคปลานิล โดยระยะ
หลังปลานิลเป็นโรคได้ง่ายขึ้น เพราะเกษตรกรนิยมปล่อยหนาแน่นมากและขาดการจัดการที่ดี
รวมทั้งสภาวะแวดล้อมที่แย่ลง มีความแปรปรวนสูง
การจัดการสุขภาพปลานิลจึงเป็นวิธีการที่ใช้ในเพื่อวางแผนป้องกันไม่ให้ปลาเกิดโรคและ
มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหากปลานิลเป็นโรคแล้วโอกาสที่จะรักษาทำได้ยากมากและเป็น
การเพิ่มต้นทุนที่สูงขึ้นมากจนทำให้ผู้เลี้ยงไม่สามารถแบกภาระได้ รวมทั้งไม่เป็นที่ยอมรับของ
ผู้บริโภค ดังนั้นการที่จะประสบผลสำเร็จในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะต้องมีการจัดการสุขภาพสัตว์
น้ำที่ดี อันได้แก่ การเตรียมบ่อที่ดี มีการรักษาความสะอาดบ่อ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ เพื่อลดโอกาส
ความเสี่ยงในการเกิดโรคและแพร่ระบาดของโรคสัตว์น้ำ การใช้ลูกพันธุ์ปลาที่แข็งแรง การจัดการ
คุณภาพน้ำที่ดี ไม่ใช้ยาและสารเคมีต้องห้าม การให้อาหารที่ดีมีคุณภาพสูง ทำให้สัตว์น้ำโตไว ได้
ผลผลิตสูงคุณภาพดี ไม่มียาปฏิชีวนะตกค้าง สร้างกำไรสูงแก่ผู้เลี้ยงและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ภาพที่ 1 การอนุบาลลูกปลานิลก่อนปล่อยลงในบ่อ จะช่วยเพิ่มอัตรารอด
การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและการกินอาหารของปลาอย่างสม่ำเสมอ จะมีส่วนช่วยในการ
ตรวจสอบเบื้องต้นว่า ปลาเกิดปัญหาหรือไม่ จะช่วยให้มีการแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
ก่อนที่ปลาทั้งกลุ่มจะป่วยอย่างรุนแรง เมื่อปลาเกิดโรค สิ่งแรกที่เกษตรกรคิดถึงหรือถามถึงก็คือ
2
ควรใช้ยาหรือสารเคมีตัวไหนดี ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก เราต้องมีการตรวจวินิจฉัยโรคที่
รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ ว่า โรคดังกล่าวมีสาเหตุมาจากคุณภาพน้ำในบ่อ การเปลี่ยนแปลงของ
สิ่งแวดล้อมหรือคุณภาพอาหารหรือไม่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขและป้องกันการแพร่ระบาดโรค
ภาพที่ 2 ควรสังเกตพฤติกรรมและการกินอาหารของปลาอย่างสม่ำเสมอ
ผู้เลี้ยงปลาจะต้องทราบและคุ้นเคยว่า ปลาที่ปกติมีลักษณะของพฤติกรรมเป็นอย่างไร ซึ่ง
ส่วนใหญ่เราจะไม่ได้มองเห็นปลาที่อาศัยอยู่ในบ่อ ยกเว้นเวลาให้อาหาร และจะสังเกตเห็นปลาได้
ชัดเมื่อปลาเป็นโรคคือมีปลาตายหรือปลากำลังใกล้ตาย เราจึงต้องระมัดระวังเพื่อตรวจว่าปลาเริ่ม
จะป่วยก่อนที่ปลาจะตาย เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาได้ทันเวลา ปลาที่ป่วยจะเฉื่อยชาและไม่กินอาหาร
อาจมีการแขวนลอยตัวอยู่ที่ผิวน้ำ ขึ้นเกยอยู่ตามขอบบ่อ หรือเอาตีสีข้างบ่อ พฤติกรรมของปลาที่
ผิดปกติเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ปลาส่ออาการของโรคเกิดขึ้น นอกจากนี้ลักษณะทางกายภาพที่
เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นฝี การตกเลือด ครีบหักกร่อน ท้องบวม ตาโปน หากพบว่า ปลามีลักษณะ
ผิดปกติ เราควรนำปลาไปตรวจว่าปลามีการติดเชื้อปรสิตหรือแบคทีเรียหรือไม่ พร้อมทั้งมีการ
ตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำควบคู่ไปด้วย
ภาพที่ 3 หากสังเกตเห็นปลาขึ้นมาลอยหัวในตอนเช้า ควรตรวจสอบปริมาณออกซิเจนในน้ำ
3
ถ้าคุณคิดว่าปลานิลเริ่มป่วย สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือการตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำ หาก
ไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำให้ติดต่อกับหน่วยงานของกรมประมงหรือ
นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ในบางพื้นที่นักส่งเสริมการขายจะมีเครื่องมือตรวจสอบคุณสมบัติ
ของน้ำขนาดเล็กที่ช่วยให้คำตอบเราได้ว่า คุณสมบัติของน้ำน่าจะมีผลทำให้ปลาป่วยหรือไม่
ผู้เลี้ยงปลาควรตระหนักว่า การลงทุนเพียงเล็กน้อยในการซื้อชุดตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำใน
ราคาเพียงเล็กน้อยสามารถป้องกันความเสียหายมากมายมหาศาลที่อาจจะเกิดขึ้นกับการตายของ
สัตว์น้ำ
ภาพที่ 4 จำนวนกระชังปลาและความหนาแน่นของปลาที่ปล่อย ควรมีความสัมพันธ์กับ
คุณสมบัติของน้ำ
ปัจจุบันปัญหาการตายของปลานิลในบ่อและกระชังบ่อยครั้ง มีสาเหตุมาจากปริมาณ
ออกซิเจนที่ละลายน้ำที่ต่ำ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน ปลาจะเครียดและอ่อนแอ ดังนั้นเราต้องมี
เครื่องช่วยเพิ่มออกซิเจนไว้ใช้งานยามฉุกเฉิน ปริมาณแอมโมเนียที่สูงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เหนี่ยวนำ
ให้เกิดการระบาดของโรคปลาได้ หากเป็นไปได้ควรมีบ่อพักน้ำหรือแหล่งน้ำที่สะอาดเพื่อการ
เปลี่ยนถ่ายน้ำ โดยทั่วไปเราจะต้องตรวจสอบปริมาณออกซิเจนในน้ำ แอมโมเนีย ไนไตร์ทและ
ความเป็นกรดด่างของน้ำเป็นประจำ เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำเหล่านี้มีผลในการตรวจสอบการ
ระบาดของโรค
การบันทึกคุณสมบัติของน้ำประจำวันจะเป็นตัวอ้างอิงเมื่อมีการระบาดของโรค ในการ
บันทึกควรบันทึกวันที่ปล่อยปลา ขนาดของปลาที่ปล่อย แหล่งที่มาของปลา อัตราการให้อาหาร
อัตราการเจริญเติบโต จำนวนปลาที่ตายในแต่ละวันและคุณสมบัติของน้ำ ข้อมูลเหล่านี้จำเป็น
สำหรับนักวิชาการเพื่อใช้ประกอบการตรวจวินิจฉัยโรคและแก้ไขปัญหา การบันทึกข้อมูลอย่าง
ละเอียดถูกต้อง การบรรยายลักษณะอาการและพฤติกรรมของปลาที่ป่วย ผลของการตรวจสอบ
คุณสมบัติของน้ำ จะมีส่วนช่วยในการวิเคราะห์โรคได้อย่างดี
4
ชนิดของโรคปลานิล
โรคปลาสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ คือ โรคติดเชื้อ (infectious diseases) และโรค
ไม่ติดเชื้อ (non-infectious diseases) โรคติดเชื้อมีสาเหตุมาจากเชื้อโรคซึ่งส่วนใหญ่พบได้ทั่วไปใน
สิ่งแวดล้อมหรือติดมากับปลาซึ่งเป็นพาหะของโรค โรคเหล่านี้สามารถติดต่อกันได้ (contagious
diseases) และต้องการการรักษาจัดการเพื่อที่จะควบคุมการระบาดของโรค ในทางตรงกันข้าม โรค
ไม่ติดเชื้อซึ่งเกิดจากสภาวะแวดล้อมอันไม่เหมาะสม การขาดสารอาหาร ความบกพร่องทาง
พันธุกรรม เป็นโรคซึ่งไม่ติดต่อและไม่สามารถใช้ยาในการรักษาได้
โรคติดเชื้อ อาจมีสาเหตุเกิดมาจากไวรัส แบคทีเรีย ปรสิตหรือเชื้อรา
โรคที่เกิดจากปรสิต
ปรสิตพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณเหงือกและผิวหนัง ปลาจะมีเมือกมากผิดปกติ
เพื่อพยายามที่จะกำจัดปรสิตให้หลุดออกไป อาจสังเกตเห็นแผลตามลำตัว ปรสิตบางชนิด
ก่อให้เกิดมีจุดขาว ๆ บนลำตัว สีของลำตัวปลาที่มีปรสิตเกาะอาจจะซีดหรือเข้มผิดปกติ ว่ายน้ำทุรน
ทุราย ทำให้ปลาระคายเคือง น้ำหนักลด
ตัวอย่างของปรสิตที่พบบ่อยในปลานิลได้แก่
1. เห็บระฆัง (Trichodina sp.)
มีลักษณะคล้ายระฆังคว่ำ มีขนเล็ก ๆ รอบตัว (cilia) บริเวณผิวด้านล่างมีอวัยวะยึดเกาะตัวปลา
คล้ายกงจักร ปรสิตนี้พบในเหงือกและผิวตัวปลานิลเกือบทุกตัว ปลาที่มีปรสิตพวกนี้เกาะมาก ๆ จะ
ไม่ค่อยกินอาหาร ว่ายน้ำกระวนกระวาย พลิกตัวไปมา มีการใช้สำตัวสีผนังบ่อเพื่อให้ปรสิตหลุด
ออก และอาจทำให้ลูกปลาตายในปริมาณมากได้ พบระบาดในบ่อที่มีการเลี้ยงปลาหนาแน่นสูงและ
มีสารอินทรีย์สูง การป้องกันดีกว่ารักษา เพราะปรสิตนี้แพร่ได้รวดเร็ว การป้องกันทำโดยตรวจปลา
ก่อนที่จะนำมาเลี้ยง หากปลามีปรสิตติดมาต้องกำจัดโดยการใช้ฟอร์มาลิน 25 – 50 ซีซีต่อน้ำ 1,000
ลิตร
ภาพที่ 5 เห็บระฆัง
5
2. ปลิงใส (monogenes)
ส่วนใหญ่พบเกาะอยู่ตามซี่เหงือกและบริเวณผิวหนัง ที่พบบ่อยในปลาน้ำจืด คือ ไจโรแดคทิลัส
(Gyrodactylus sp.) และแดคทิโรไจรัส (Dactyrogyrus sp.) ส่วนปลิงใสที่มักพบในปลานิล ชื่อว่า
ซิคลิโดไจรัส (Cichlidogyrus sp.) ปลาที่มีปรสิตพวกนี้เกาะอาจจะมีสีตัวเข้มกว่าปกติ กินอาหาร
น้อยลง หากมีเกาะบริเวณซี่เหงือกในปริมาณมาก ทำให้เหงือกบวม อักเสบและการแลกเปลี่ยน
อากาศของปลาลดลง มีผลให้ปลาตายได้เช่นกัน พบปรสิตกลุ่มนี้ในปลาเกือบทุกชนิด วิธีการรักษา
เช่นเดียวกับเห็บระฆัง คือ ใช้ฟอร์มาลิน 25 – 50 ซีซีต่อน้ำ 1,000 ลิตร
ภาพที่ 6 ปลิงใสที่มักพบในปลานิล ชื่อว่า ซิคลิโดไจรัส (Cichlidogyrus sp)
3. โรคเห็บปลา ปลาที่มีเห็บปลาเกาะจะสังเกตเห็นพยาธิรูปร่างกลม สีเขียวปนน้ำตาล ขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 – 7 มิลลิเมตร พบตามลำตัวและครีบในปลามีเกล็ด เช่น ปลานิล ปลา
ไน ปลาตะเพียน ปลาช่อน เป็นต้น ปลาที่มีปรสิตพวกนี้เกาะเยอะ ๆ จะเกิดแผลตกเลือด ปลาว่ายน้ำ
ทุรนทุราย และพยายามถูตัวเองกับข้างบ่อหรือตู้เพื่อให้ปรสิตหลุดออก รักษาโดยการแช่ปลาใน
สารละลายยาฆ่าแมลงจำพวกไตรคลอฟอน 0.5 – 0.75 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร หรือดิพเทอร์เรกซ์
(dipterex) 0.25 – 0.5 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร อย่างไรก็ตามการใช้ไตรคลอฟอนเข้มข้น 0.25 ppm มี
ผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะซิติลโคลินเอสเตอเรสซึ่งเป็นเอนไซม์ควบคุมการทำงานของ
ระบบประสาทลดลงถึง 75% แต่ไม่ได้ทำให้ปลาตายอย่างใด (Guimarães et al. 2007) ดังนั้นการใช้
สารเคมีนี้จึงควรระมัดระวังไม่ให้ปลาเครียดเกินไปและไม่ใช้กับปลาในระยะใกล้จับ เพราะสารเคมี
อาจจะปนเปื้อนในเนื้อปลาได้
6
ภาพที่ 7 เห็บปลา
4. โรคหมัดปลา หมัดปลามีลำตัวยาวรีและเป็นปล้อง มีสีแดงเข้มจนเกือบดำ ปลาที่มีหมัดปลา
เกาะจะว่ายน้ำทุรนทุราย กระโดดขึ้นผิวน้ำ หากหมัดปลาดูดเลือดระบาดจำนวนมาก ทำให้ปลาตาย
ได้ ปลาที่มีหมัดปลาเกาะ ได้แก่ ปลานิล ปลาสวาย ปลาบึก เป็นต้น รักษาโดยการแช่ไตรคลอฟอน
สัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 3 – 4 สัปดาห์
ภาพที่ 8 หมัดปลาหรือเห็บสายฟ้า
โรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
ลักษณะการติดเชื้อทางแบคทีเรียจะคล้าย ๆ กัน จะมีการตกเลือด มีแผลตามลำตัว
ครีบกร่อน กกหูบวม มีน้ำในช่องท้อง ไม่กินอาหาร ที่พบบ่อยมี 2 ชนิด คือ
1. โรคเกิดจากเชื้อแอโรโมแนส (Aeromonas hydrophila) เป็นโรคที่มีก่อให้เกิดความเสียหาย
ทางเศรษฐกิจมากในการเลี้ยงปลาดุก ปลานิล กบและปลาน้ำจืดอื่น ๆ และมักพบบ่อยในบ่อที่เลี้ยง
โดยให้อาหารสดหรือการเลี้ยงแบบผสมผสาน ซึ่งเชื้อตัวนี้จะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำอยู่แล้วโดยเฉพาะ
แหล่งที่มีสารอินทรีย์ปริมาณสูง ความเครียดไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การเคลื่อนย้าย ปริมาณ
ออกซิเจนที่ต่ำ การให้อาหารที่ไม่ดี การมีปรสิตเกาะเยอะ ๆ ล้วนแต่เป็นสาเหตุเหนี่ยวนำให้ปลาติด
เชื้อ
ปลาติดเชื้อจะว่ายน้ำเฉื่อยชา ไม่กินอาหาร ครีบกร่อน มีการตกเลือด เกิดบาดแผลเป็นหลุม
ลึก ท้องบวม ตับเหลือง มีการตกเลือดบริเวณลำไส้
7
ภาพที่ 9 ปลานิลเป็นแผลเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแอโรโมแนส
2. โรคคอลัมนาริส เกิดจากเชื้อแฟลกซิแบคเตอร์ (Flexibacter columnaris) ปลาที่ติดเชื้อได้
ง่ายเมื่อเกิดความเครียดจากการขนส่ง โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน และช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง
อากาศกะทันหัน ปลาจะมีตัวสีด่างซีดเป็น แถบ ๆ มีเมือกมากผิดปกติ ครีบกร่อน เหงือกกร่อน อาจ
มีการสร้างสารสีเหลืองเกิดขึ้นบริเวณบาดแผล
ภาพที่ 10 ลูกปลานิลมีหางกุดกร่อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแฟลกซิแบคเตอร์
3. โรคติดเชื้อแบคทีเรียสเตรฟโตคอคคัส (Streptococcus sp.)
ปลานิลที่ติดเชื้อแบคทีเรียนี้จะมีตาขุ่นขาว ว่ายน้ำช้า ๆ ลอยนิ่ง รอบ ๆ ช่องขับถ่าย
จะบวมแดง มักจะระบาดรุนแรงในหน้าร้อน สามารถทำให้ปลาตายจำนวนมากในเวลาอันสั้นหากมี
การติดเชื้อรุนแรง อย่างไรก็ตามมีรายงานวิจัยหลายชิ้นที่กำลังพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ
แบคทีเรียชนิดนี้ นิลุบลและคณะ (2549) ทดลองให้วัคซีนเชื้อตายแก่ปลานิลที่เลี้ยงในกระชัง ใน
แม่น้ำชี จ.มหาสารคาม พบว่า ปลาที่ได้รับวัคซีนมีอัตรารอดสูงกว่าปลาที่ไม่ได้รับวัคซีน
8
ภาพที่ 11 ปลานิลมีตาโปนขุ่นขาว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรฟโตคอคคัส
โรคติดเชื้อแบคทีเรียมักจะเป็นการติดเชื้อภายใน ซึ่งต้องรักษาด้วยอาหารผสมยาปฏิชีวนะ
โดยทั่วไปปลาที่ติดเชื้อแบคทีเรียจะมีการตกเลือดหรือเป็นแผลฝีบริเวณผิวลำตัว รอบตาและปาก
บางครั้งจะพบว่า ท้องบวม ตาโปน กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ ออกซิเตต
ร้าซัยคลิน เททราซัยคลิน ออกโซลินิคแอซิค (oxolinic acid) นาลิดิกแอซิค (nalidixic acid) และ
ซัลฟาเมทท็อกซิน/ออเมโทรพริม (sulfamethoxaxde/trimethoprim) ควรใช้ยาติดต่อกัน 5 – 14 วัน
แล้วแต่ชนิดของยา อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ยาต้านจุลชีพในการป้องกันโรค เพราะจะทำให้เกิดการ
ดื้อยา ควรหยุดใช้ยาอย่างน้อย 21 วันก่อนจับขาย เพื่อมิให้ยาเกิดการตกค้างในสัตว์น้ำ หากเกิดการ
ติดเชื้อแบคทีเรียภายนอก เช่นปลาที่เป็นโรคคอลัมนาลิส ปลาจะมีลักษณะตัวด่าง โรคนี้อาจเกิดขึ้น
หลังจากการเคลื่อนย้ายปลา หรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ช่วงอากาศเย็น หรือช่วงฝน
ตกหนัก การรักษาอาจทำได้โดยใช้ยาเหลือง (acriflavin) แช่ในอัตราความเข้มข้น 1 – 3 ppm
โรคติดเชื้อไวรัสยากที่จะแยกลักษณะปลาที่ติดเชื้อแบคทีเรีย โรคนี้ยากในการตรวจวินิจฉัย
และไม่มียาปฏิชีวนะในการรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส สำหรับปลานิลในประเทศไทยไม่มีรายงาน
การเกิดโรคจากเชื้อไวรัส
โรคปลาที่เกิดจากการติดเชื้อรา สปอร์ของเชื้อราพบอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำ เชื้อราที่พบบ่อย
ได้แก่ Saprolegnia ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในไข่ที่มีการฟักที่ไม่ดี เมื่อปลาเกิดบาดแผล ไม่ว่าจะเกิดจาก
บอบช้ำจากการขนส่ง การติดเชื้อปรสิตหรือไวรัส เชื้อราสามารถที่จะไปเจริญบนบาดแผลดังกล่าว
ทำให้เห็นเป็นปุยสีขาวหรือสีน้ำตาลปรากฏอยู่ สารเคมีใช้ในการกำจัดเชื้อราคือฟอร์มาลินและด่าง
ทับทิม เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วการติดเชื้อจะเกิดขึ้นมาจากสาเหตุอื่นเหนี่ยวนำมาก่อน ดังนั้นต้อง
ตรวจหาสาเหตุเบื้องต้นว่า ทำไมปลาจึงติดเชื้อราเพื่อจะได้แก้ไขที่ต้นเหตุ
โรคไม่ติดเชื้อ สามารถแบ่งได้เป็นโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม โรคที่เกิดจาก
อาหารและโรคที่เกิดจากความบกพร่องทางพันธุกรรม
9
โรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม
สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่วงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดจาก
ปัญหาออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำมีปริมาณต่ำ (ไม่ควรต่ำกว่า 3 พีพีเอ็ม) การเลี้ยงปลาในอัตราที่
หนาแน่นเกินไป เมื่อเลี้ยงไประยะหนึ่งปลาจะว่ายน้ำลอยหัวในช่วงเช้า ถ้าไม่รีบแก้ไข ปลาจะทยอย
ตาย สาเหตุเกิดจากออกซิเจนในบ่อไม่เพียงพอ หรือมีปริมาณแอมโมเนียที่สูง (ไม่ควรเกิน 0.02 พีพี
เอ็ม) ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำหรือใช้เครื่องตีน้ำหรือดูดน้ำพ่นไปในอากาศเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน
ในบ่อ
ปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศเป็นปัญหาที่อยู่เหนืออำนาจเกษตรกรที่จะควบคุม
ได้ ผู้เลี้ยงปลาต้องเฝ้าระวังไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำอย่างรวดเร็วเกินไป การจัดการ
คุณภาพน้ำที่ดีจะเป็นวิธีการในการป้องกันโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมได้ ในช่วงฤดูหนาวต้องสังเกต
ว่ามีปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นโรคหรือไม่ หากเจอปลาในแหล่งน้ำเป็นโรค ให้รีบปิดทางนํ้าเขา้
และหยุดการเติมน้ำจากบ่อธรรมชาติ
ระมัดระวังอย่าให้ปลาบอบช้ำเมื่อมีการขนย้ายปลา อาจใช้เกลือแกง 0.5 – 1% เพื่อลด
ความเครียดจากการขนส่งและเคลื่อนย้ายปลา
ปลาที่ได้รับสารพิษในปริมาณมาก อาจจะเป็นพิษจากยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช หรือ น้ำ
เสียจากโรงงานอุตสาหกรรม อาจทำให้ปลาตายจำนวนมาก มักการขับเมือกออกจากตัวจำนวนมาก
กระพุ้งแก้มเปิดกว้าง การตายในลักษณะนี้แก้ไขได้ยาก ต้องมีการป้องกันที่ดี ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง
ในแมน่ ํ้าต่าง ๆ ควรมีการร่วมมือกันสร้างเครือข่ายในการตรวจสอบคุณภาพน้ำและอนุรักษ์แหล่งน้ำ
ให้มีคุณภาพดีเพียงพอในการเลี้ยงปลา รวมทั้งช่วยเตือนภัยยามที่เกิดปัญหาน้ำหลาก น้ำท่วม หรือ
การลอบปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่ได้บำบัดลงสู่แหล่งน้ำ
หากในบ่อมีเลนก้นบ่อปริมาณมาก โดยเฉพาะบ่อที่เลี้ยงปลามาแล้วหลายรุ่น ทำให้เกิดการ
สะสมของเสียต่าง ๆ ที่พื้นบ่อ เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อปลา ทำให้ปลาเกิดโตช้า เกิดโรคได้ง่าย
รวมทั้งอาจส่งผลให้ปลามีกลิ่นโคลนและขายได้ราคาไม่ดี ดังนั้นก่อนปล่อยปลาเลี้ยงทุกครั้งต้องมี
การเตรียมบ่อที่ดี กำจัดเลนก้นบ่อ ตากบ่อให้แห้งสนิท ปรับสภาพพื้นบ่อด้วยปูนขาว ระวังไม่ให้
อาหารมากจนเกินไป
โรคที่เกิดจากอาหาร ในช่วงฤดูหนาวปลาจะกินอาหารลดลง เราจะต้องปรับปริมาณอาหารที่ให้ลง
ด้วย เพื่อไม่ให้อาหารเหลือและน้ำในบ่อเน่าเสียเสีย ส่วนที่ปลาที่ปล่อยลงบ่อใหม่ ๆ เช่นกัน ไม่
จำเป็นต้องให้อาหารทันที เนื่องจากปลามักจะเครียดจากการขนส่งและไม่กินอาหาร ควรจัดหา
อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนจากบริษัทที่มีชื่อเสียง จัดเก็บไว้ในที่แห้ง และไม่ควรจัดเก็บ
เกิน 3 เดือน อย่างไรก็ตาม การให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปมากเกินความจำเป็นทำให้ปลานิลอ้วนและมี
ก้อนไขมันสะสมในช่องท้องจำนวนมาก ถุงน้ำดีจะขยายขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ปลาเหล่านี้อ่อนแอ
10
และตายได้ง่ายหากสภาพแวดล้อมไม่ดี มีงานวิจัยหลายชิ้นทดลองให้อาหารเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
ปลานิล เช่น ชนกันต์และคณะ (2549) ได้ทดลองใช้กระเจี๊ยบแดงในการผสมอาหารเพื่อเลี้ยงปลานิล
พบว่า กระเจี๊ยบแดงสามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะแต่ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต
อัตรารอดตายและอัตราแลกเนื้อของปลา Christybapita et al. (2007) ได้ใช้ใบกระเม็ง (Eclipta alba)
ผสมอาหารให้ปลานิล พบว่า ปลานิลมีภูมิคุ้มกันโรคแบบไม่จำเพาะเพิ่มสูงขึ้นและมีอัตราการตาย
ลดลงเมื่อทดสอบให้ปลาได้รับเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas hydrophila
โรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้ปลามีลักษณะร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อ่อนแอ ติดโรค
ได้ง่าย อัตรารอดต่ำ สาเหตุน่าจะมาจากการใช้พ่อแม่พันธุ์จำนวนน้อยคู่ ทำให้เกิดการผสมเลือดชิด
ปลานิลเป็นปลาที่ค่อนข้างแข็งแรง แต่การตายของปลาและโรคระบาดปลาที่เกิด ส่วนใหญ่
มีสาเหตุเหนี่ยวนำมาจากปลาเกิดอาการเครียด เนื่องจากคุณภาพน้ำที่แย่ลง การเลี้ยงที่หนาแน่น
เกินไป การให้อาหารไม่เพียงพอ การตัดสินใจในการรักษาโรคปลานั้น ต้องวินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง
ก่อน ว่า ปลาเกิดโรคจากการติดเชื้ออะไร หรือปลาเป็นโรคไม่ติดเชื้อ เพื่อที่จะทำการป้องกันรักษา
ได้ถูกต้องและทันเวลา แต่ส่วนใหญ่โรคระบาดปลา มักจะเกิดจากสาเหตุร่วมกันของเชื้อโรคและ
สภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม การรักษาป้องกันจึงต้องใช้วิธีการจัดการควบคู่ไปกับการใช้ยาและ
สารเคมี ควรมีการปรึกษานักวิชาการประมงหรือสัตวแพทย์ใกล้บ้าน เนื่องจากการใช้ยาในบ่อขนาด
ใหญ่อาจจะไม่คุ้มคุ้มกับค่ายา
เอกสารอ้างอิง
กมลพร ทองอุไทย. 2539. โรคปลานิล. เอกสารวิชาการ ฉบับที่ 176. สถาบันวิจัยประมงน้ำจืด กรม
ประมง 23 หน้า.
ชนกันต์ จิตมนัส. 2548. เอกสารประกอบการสอนวิชาโรคปลา. คณะเทคโนโลยีการประมงและ
ทรัพยากรทางน้ำ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้. 142 หน้า.
ชนกันต์ จิตมนัส น้ำเพชร ประกอบศิลป์ สุฤทธิ์ สมบูรณ์ชัย. 2549. การใช้กระเจี๊ยบแดงผสมอาหาร
เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันในปลานิล. รายงานผลงานวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่.
38 หน้า.
นิลุบล กิจอันเจริญ ชุติมา หาญจวณิช นงนุช สุวรรณเพ็ง. 2549. วารสารวิจัย มข. ประสิทธิภาพ
ของการให้วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อ Streptococcus agalactiae ในการป้องกันโรคสเตรปโต
คอคโคซิสในปลานิล 11: 53 – 61.
11
ปลากัด (Betta splendens Regan)
ปลากัด
(Betta splendens Regan)
จัดทำ : กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดย : สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สารบัญ
คำนำ 2
พันธุ์ปลากัด 3
การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลากัด 10
ลักษณะที่ดีของปลากัด 11
ลักษณะที่ไม่ดีของปลากัด 12
ลักษณะสีของปลากัด 13
วิธีการเพาะพันธุ์ 15
การอนุบาลลูกปลา 15
โรคที่พบในปลากัด และการป้องกันรักษา 16
วิธีการแปลงเพศปลากัด 17
เทคนิคการฝึกหัดปลากัดเพื่อการแข่งขันหรือปลาเก่ง 19
ปลากัด 2
คำนำ
ปลากัด Betta splendens Regan เป็นปลาพื้นเมืองของไทยที่นิยมเพาะเลี้ยงเป็นเวลาหลาย
ร้อยปีมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อไว้ดูเล่นและเพื่อกีฬากัดปลาและเป็นที่รู้จักกันดีในต่างประเทศมานาน
เช่นกัน ปัจจุบันประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงปลากัดกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยง
และเพาะพันธุ์ได้ง่าย ปีหนึ่ง ๆ ประเทศไทยได้ส่งปลากัดไปขายต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าไม่น้อย
กว่า 20 ล้านบาท
ปลากัดพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติ มีสีน้ำตาลขุ่นหรือสีเทาแกมเขียว ครีบและหางสั้น ปลา
เพศผู้มีครีบและหางยาวกว่าปลาเพศเมียเล็กน้อย จากการเพาะพันธุ์และการคัดพันธุ์ติดต่อกันมา
นาน ทำให้ได้ปลากัดที่มีสีสวยงามหลายสี อีกทั้งลักษณะครีบก็แผ่กว้างใหญ่สวยงามกว่าพันธุ์
ดั้งเดิมมาก และจากสาเหตุนี้ทำให้มีการจำแนกพันธุ์ปลากัดออกไปได้เป็นหลายชนิด เช่น ปลากัด
หม้อ ปลากัดทุ่ง ปลากัดจีน ปลากัดเขมร เป็นต้น การแพร่กระจายของปลากัดพบทั่วไปทุกภาคของ
ประเทศไทยอาศัยอยู่ในอ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ หนอง บึง แอ่งน้ำ ลำคลอง ฯลฯ
ในการเลี้ยงปลากัดเพื่อการต่อสู้ มีการคัดเลือกพันธุ์ให้มีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถใช้ใน
การต่อสู้โดยเริ่มต้นจากการรวบรวมปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเรียกกันว่า ปลากัดป่าหรือปลากัด
ทุ่ง ที่มีลำตัวค่อนข้างเล็กบอบบางสีน้ำตาลขุ่นหรือเทาแกมเขียว นำมาเพาะเลี้ยงและคัดพันธุ์หลาย
ชั่วอายุ จนได้ปลาที่รูปร่างแข็งแรง ลำตัวหนาและใหญ่ขึ้น สีสันสวยสด เช่น สีแดงเข้ม สีน้ำเงินเข้ม
น้ำตาลเข้ม หรือสีผสมระหว่างสีดังกล่าว และเรียกปลากัดที่ได้จากการคัดพันธุ์เพื่อการต่อสู้นี้ว่า
ปลากัดหม้อ ปลากัดลูกหม้อ หรือปลากัดไทย ต่อมาได้มีผู้พยายามคัดพันธุ์ปลากัดโดยเน้นความ
สวยงามเพื่อเลี้ยงไว้ดูเล่น โดยคัดพันธุ์เพื่อให้ได้ปลาที่มีครีบยาว สีสวย ซึ่งนิยมเรียกปลากัดลักษณะ
เช่นนี้ว่าปลากัดจีนหรือปลากัดเขมร ต่างประเทศรู้จักปลากัดในนาม Siamese fighting fish
ปลากัด 3
พันธุ์ปลากัด
ปลากัดหม้อ (Shotfin Betta Splendens)
ปลากัดหม้อ เป็นปลาที่ได้รับความนิยมเล่น นิยมเลี้ยงไว้กัดกันมาแต่โบราณกาล มีรูปร่าง
และลำตัวที่ใหญ่กว่าปลากัดทุ่งและลูก ผสม มีปากใหญ่ ตัวใหญ่ สีเข้มเป็นปลากัดที่ได้รับ การ
ยอมรับว่าเป็นปลาที่มีน้ำอดน้ำทนมากและยังกัดได้เก่งทนทรหดได้ดี กว่าปลากัดชนิดอื่น ๆ ดังนั้น
ปลากัดหม้อจึงเป็นปลากัดที่มีผู้เลี้ยงกันมากกว่าปลากัดทุ่งและ ปลาลูกผสม เพราะ ความที่ปลากัด
หม้อ เป็นปลากัดที่มีเลือดของนักสู้เกิน 100 และยังมีประวัติการเป็นนักสู้เป็นที่ประจักษ์แก่นักเล่น
ปลามาแต่สมัยโบราณมาจนทุกวัน นี้ ปลากัดหม้อที่มีอยู่ในมือ นักเล่นนักเลี้ยงปลากัดเวลานี้มีอยู่ 5
สีด้วยกันคือ
1. สีน้ำเงิน
2. สีแดง
3. สีประดู
4. สีเขียวคราม
5. สีเทาหรือสีเหล็ก
รูปร่างลักษณะหม้อที่มีชื่อเสียงดีและมีประวัติการกัดเก่งที่ได้พิสูจน์กันมาแล้วว่าเป็นปลา
กัดที่ดีเลิศ ปากคม และกัด ทน มี 3 รูปลักษณะ คือ
1. ปลากัดหม้อรูปปลาช่อน สังเกตได้จากลักษณะปลาที่มีหน้าสั้น ลำตัวหนา ช่วงหัวยาว และ
โคนหางใหญ่ ซึ่งได้แสดงถึงความเป็นปลาที่มีพละกำลังมาก กัดได้รุนแรง และมีประวัติการกัดชนะ
เป็นอันดับหนึ่ง
2. ปลากัดหม้อรูปปลากราย สังเกตได้จากลักษณะของปลาทีมีหน้าหงอนขึ้น ลำตัวสั้นและแบน
เป็นปลาที่ว่ายหรือ เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วและกัดได้ไวซึ่งนับ ได้ว่าเป็น ปลากัดที่มีประวัติศาสตร์
การกัดไดัเสมอเหมือนกัน
3. ปลากัดหม้อรูปปลาหมอสังเกตได้จากลักษณะของตัวปลาที่มีรูปร่างคล้ายๆกับปลากราย แต่
มีหน้ากลมและลำตัว สั้น เป็นปลาที่เล่าขานกันว่าเป็นปลาที่ทรหด อดทน และกัดได้ไว ถือได้ว่า
เป็นปลาทีมีประวัติการกัดดีมากตัวหนึ่ง
นอกจากจะดูที่รูปร่างและสีสันของปลากัดที่ดีเลิศแล้ว และยังจะต้องดูลักษณะของปลาตรงตาม
ตำราแล้วก็จะต้องมีสี ตรงตามตำราอีก และไม่มีเกล็ดสีแดงแซม เลยหรือ ถ้าเป็นปลาออกสีแดงเข้ม
ปลากัด 4
ออกดำก็จะต้องไม่มีเกล็ดเขียวแซมเช่นกัน ปลา ที่มีสีสันและรูปร่างตรงตามตำราเช่นนี้จัดว่าเป็น
ปลาที่มีลักษณะดีเยี่ยมปลากัดหม้อไม่เหมือนปลากัด ลูกทุ่ง เพราะไม่อาจ จะไปช้อนเอาจากริม
คลองหนองบึงหรือแอ่งตีนควายไม่ได้เพราะปลากัดหม้อไม่ได้มาจากการเพาะพันธุ์และคัดเลือก
พันธุ์ที่ดี มา หลายชั่วอายุคน ซึ่งได้ แสดงถึงภูมิปัญญาคนไทยโบราณจนได้ปลากัดที่มีรูปร่าง
แข็งแรงลำตัวหนา และยังว่ายน้ำได้ปราด เปรียวและมีสีสันสวยงาม ตลอดระยะเวลา ของการคัด
พันธุ์ได้วางเป้าหมาย ไว้เพื่อที่จะให้ได้ปลาเพื่อการต่อสู้โดยเฉพาะ เพราะ ฉะนั้นการหาปลากัดหม้อ
มาเลี้ยงและผสมพันธุ์ขึ้นเองโดยจะต้องหาปลากัด ทั้งตัวผู้และตัวเมียที่มีความทรหดปากคมกัด เก่ง
และยังต้องเลือกปลากัดหม้อพันธุ์แท้จริงๆ เพราะถ้าตัวหนึ่งเป็นปลากัดหม้อแต่อีกตัวหนึ่งเป็นพันธุ์
อื่นๆ ลูกที่ได้มา จะเป็นปลากัดลูก ผสมไป จะเสียทั้งราคาและศักดิ์ศรี
ปัจจุบันได้แบ่งสีของปลากัดหม้อไว้ 3 ประเภท คือ
1. สีเดียว (Solid Colour)
2. สองสี (Bi-Colour)
3. หลากสี (Multi-Colour) แต่โบราณกาลนั้นปลากัดหม้อถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อกัดในชุมชน และ
ต่อมาได้พัฒนาเป็นการเพาะพันธุ์ในเชิงพาณิชย์ โดยแบ่งปลา กัดหม้อออกเป็น 2 ประเภท คือปลา
เก่งและปลาโหลปลาเก่ง คือปลาที่เพาะพันธุ์ขึ้นเพื่อการพนันโดยตรง จะต้อง เป็นปลาที่กัดได้ไว
คม กัดถูกเป้าหมายสำคัญและทน ทานปลาโหล คือ ปลาที่เพาะเชิงปริมาณ ไม่เน้นความสามารถ
ในการกัด แต่เพื่อเป็นงานอดิเรกเป็นหลักหรือเรียกว่าเลี้ยงเอาไว้ดูเล่นเพลิน ๆ ตาดีเท่านั้นปัจจุบัน
ได้มีการ เพาะพันธุ์ปลาหม้อเพิ่มอีก รูปแบบหนึ่งออกมาก็คือเพาะเพื่อให้ได้สีที่ต้องการ เช่น สีเดียว
หรือสีแปลก ๆ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก
เป็นที่เข้าใจกันว่าปลากัดหม้อมีจำหน่ายภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่แต่ส่งออกได้ไม่มากนัก
เนื่องจากโลกนิยม ตะวันตกไม่นิยมการกัดปลา เพราะมองว่าเป็น การทรมานสัตว์แต่อย่างไรก็ตาม
ปัจจุบันมีชาวเอเซียไปอยู่ในโลกตะวันตกกัน มากขึ้น จึงทำให้ปลากัดหม้อเริ่มเป็นที่นิยมของคน
เอเซียในต่างประเทศ และขณะเดียว กันนั้นชาวตะวันตกทั้งในยุโรปและทวีป อเมริกาก็เริ่มให้ความ
สนใจกับปลากัดหม้อกันมากขึ้น น่าจะทำให้ไทยมีโอกาสจะส่งออกได้อีกมากก็ได้
ปลากัด 5
ปลากัดลูกผสม (Hybrid Betta)
" ลูกสังกะสี " หรือ " ลูกตะกั่ว " เป็นชื่อปลาที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างปลากัดทุ่งกับ
ปลาหม้อผสมข้ามพันธุ์ ซึ่ง อาจจะใช้พ่อปลากัดทุ่งกับแม่ปลากัดหม้อ หรือ พ่อเป็นปลากัดหม้อกับ
แม่ปลากัดทุ่ง เมื่อได้ลูกผสมออกมานักเลี้ยงปลากัดก็จะ เรียกกันว่า ลูกสังกะสีหรือลูกตะกั่ว หรือ
อาจจะมีบางรายใช้พ่อปลากัดทุ่งหรือพ่อ ปลากัดหม้อ กับแม่ลูกผสมเมื่อได้ลูกก็จะเรียก ว่าลูก
สังกะสีหรืออาจจะมีบางที่ใช้พ่อเป็นลูกผสมกับพ่อปลากัดทุ่งหรือพ่อปลากัดหม้อเมื่อได้ลูกออกมาก็
เรียกว่าเป็นลูก ผสม เหมือนกัน เท่า กับว่าเมื่อใช้พ่อแม่ปลากัดต่างเหล่ากันมาผสมได้ลูกเมื่อไรก็จะ
เรียกว่า ลูกสังกะสีหรือ ลูกตะกั่ว ซึ่งก็จะได้ ปลากัดใหม่ลูกผสมที่ลำตัวมีหลายสีและเป็นปลากัดที่
มีความทน ทรหดและกัดได้คมและว่องไวมากทีเดียว และเมื่อนำไปกัดกับ ปลากัดทุ่งหรือปลากัด
ป่าชัยชนะมักจะตกเป็นของลูกผสมเสียเป็นส่วน ใหญ่ว่ากันว่าปลากัดลูกผสมที่มีประวัติ การกัดเก่ง
กว่า ปลาอื่นในบรรดาพวกปลากัดลูกสังกะสีด้วยกันมักจะเป็นปลากัดลูกผสมรูปปลาช่อน ซึ่ง
สามารถสังเกตได้ตรง ที่มีครีบยาว กระ โดงยาว และหางใหญ่ซึ่งนับ ได้ว่าเป็นปลากัดที่เก่งและมี
รูปร่างงดงามมากแต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าปลากัดลูกผสมจะกัดได้เก่งและ รูปร่างสวยงามดีมากก็ จริง
แต่นักเลงปลากัดก็นิยมเลี้ยงและเพาะพันธุ์กันน้อย กว่าปลากัดหม้อ ซึ่งตามตำนานกล่าวไว้ว่า
อาจจะ เป็นเพราะปลากัดลูกผสมมีน้ำอดน้ำทนในการต่อสู้น้อยกว่าปลา กัดหม้อ และเป็นที่รู้กันใน
วงการปลากัดว่าถ้าเอาปลากัดลูก ผสมไปกัดกับปลากัดหม้อแล้วปลากัดลูกผสมมักจะเป็นฝ่ายพ่าย
แพ้แต่อย่างไรก็ตามก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ นักเลงปลากัดบาง คนที่มีปลากัดลูกผสมตัวเก่งไปกัด
กับปลากัดหม้อ สามารถกำชัยชนะได้บ้าง ซึ่งนานๆจะเป็นชัยชนะของปลากัดลูกผสม และ การที่
ปลากัดลูกสังกะสี สามารถเอาชนะปลากัดลูกหม้อได้ก็อาจะมาจากสาเหตุที่ปลากัดหม้อตัวนั้นมี
อายุอ่อนวัยกว่าปลากัดลูกผสม หรือมีขนาดลำตัวเล็กกว่าหรือปลากัดหม้อเจ็บป่วย ไม่สม บูรณ์หรือ
มีสาเหตุอื่นๆอีกหลายประการ อันเป็นต้นเหตุให้ปลากัดหม้อ ต้องพ่ายแพ้ตาม สภาพคามไม้
สมบูรณ์ของร่างกาย
ปลากัด 6
ปลากัดจีน
ปลากัดจีนเป็นปลากัดพื้นเมืองในไทยเรานี่เองเกดขึ้นได้ เนื่องจากการที่ผู้นำปลากัดที่มีรูปร่าง
สวยงามสีสันสดสวยมา เลี้ยงเพื่อความสวยงาม เลี้ยงเพื่อดูเล่นโดย คัดพันธุ์ที่มีครีบยาว สีสวย
และปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้หางปลากัดตัวผู้สามารถ แผ่ออกได้ถึง 180 องศา หรือครึ่งวงกลม
และยังได้พัฒนาก้านหางจากสองแฉก ธรรมดา ให้มีจำนวน 5 แฉก หรือมากกว่านั้น เพื่อเป็นตัว
ช่วยแผ่ความกว้างของหางมากขึ้น และยังได้พัฒนาลักษณะของหางให้มีสองแฉกแยกจากกัน
เรียกว่าหางคู่ (Double tail) และยังมีอีกชนิด หนึ่งเป็นหางที่มีลักษณะบานออกเหมือนปากอ่าว
(Delta tail)
ปัจจุบันเมืองไทยได้สามารถผลิตปลากัดที่มีสีสัน เช่นสีเขียว สีม่วง แดง น้ำเงิน ฯลฯ หรือผสม
ระหว่างสีดังกล่า ครีบต่างๆยกเว้นครีบอกยื่นยาวออกเป็นพวง โดย เฉพาะครีบที่หางให้มีความยาว
พอๆกับความยาวของลำตัวและหัวรวมกัน แต่อย่างไรก็ดีปลากัดที่ฝรั่งตะวันตกได้นำไปจาก
เมืองไทยได้มีการพัฒนาการในด้าน รูปร่าง และสีสันกันมานาน แล้วจนได้ปลากัดที่มีสีเพิ่มมากขึ้น
และมีความสวยงามมากขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย ดัวเช่นในญี่ปุ่นได้ทำมานานเล้ว ในการบีบ
สี ของปลาให้ได้ตามความต้องการด้วยการใช้เทคนิคการบีบสีของปลากัดแต่ก็ได้ใช้ระยะเวลานาน
พอสมควร ซึ่งกว่าจะ ได้ปลาสีที่ต้องการกก็ต้องใช้เวลา 4-5 รุ่นขึ้นไป และยังมีการใช้เทคนิคการฉีด
ยีนส์สีของปลาที่ต้องการเข้าไปในปลากัดตัวเมีย ซึ่งเทคนิคนี้ต้องใช้ความชำนาญและใช้เทคนิคทาง
วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ซึ่งในต่าง ประเทศเช่นญี่ปุ่นทำได้แล้ว แต่เมืองไทย ของเรายังไม่มีการใช้วิธี
นี้เพราะต้องลงทุนสูงแต่ผลผลิตที่ได้มีความแน่นอนและรวดเร็ว ซึ่งคาดกันว่าในอนาคตอันใกล้เมือง
ไทยคงมีการนำเทคนิคดังกล่าว เข้ามาใช้หรือไม่ก็จะต้องใช้เทคนิคในการปรับปรุงสายพันธุ์ปลากัด
ด้วยวิธีอื่นๆมาใช้
สีของปลากัดจีนในปัจจุบันได้แยกไว้เป็น 3ประเภทคือ
1. สีเดียว(Solid color)
2. สองสี (Bi-color)
3. หลากสี (Multi-Color)
สีเดียว หมายถึงปลากัดที่มีครีบและลำตัวเป็นสีเดียวกันทั้งหมด โดยไม่มีสีอื่นปะปนอยู่เลย
ยกเว้นปลากัดสีเกียว เขม่าดำจากปากจรดครีบหูเส้นของครีบและขอบ เกล็ด ของปลาจะเป็นสีใดก็
ปลากัด 7
ได้ส่วนตะเกียบท้องอนุโลมให้มีสีอื่นได้ แต่ปลา กัดสีเผือกทั้งตัวครีบท้องจะมีสีอื้นไม่ได้ ครีบหู
อนุโลมให้เป็นครีบเงากระจกได้
สองสีหมายถึงปลาที่มีตัวและครีบสีต่างกันโดยลำตัวและครีบมีสีเดียวที่แตกต่างกัน รวมถึงปลา
ที่มีลำตัวเผือกและสี เดียวด้วย ยกเว้นเขม่าจากปากจรดโคน ครีบหูและ เส้นของครีบของปลาจะ
เป็นสีใดก็ได้ตะเกียบ(ครีบท้อง)อนุโลมให้มีสีอื่นๆได้ครีบหูอนุโลมให้เป้นครีบกระจกได้
หลากสีหมายถึงปลาที่มีสีขึ้นไปในส่วนของลำตัวและหรือมีสองสีขึ้นไปในส่วนของครีบที่เป็น
กระจกถือเป็นส่วนหนึ่งสียกเว้นเขม่าดำจากปากจรดโคน ครีบ หูและเส้น ครีบปลาจะเป็นสีใดก็ได้
ตะเกียบ อนุโลมให้มีสีอื่นได้ ครีบของหูอนุโลมให้เป็น ครีบกระจกทั้งสองครีบได้
แต่อย่างไรก็ดี บางตำราแบ่งสีออกเป็นถึง 6 รูปแบบคือ
1. สีเดียว (Solid Colored Betta) เป็นสีเดียวทั้งครีบและตัว
2. สีผสม (Bi-Colored Betta) ส่วนใหญ่จะมีสองสีผสมกัน
3. สีผสมเขมร (Cambodia Colored Betta)
4. ลายผีเสื้อ (Buterfly Colored Betta)
5. ลายผีเสื้อเขมร (Cambodain Butterfly Colored Betta)
6. ลายหินอ่อน (Meable Colored Betta)
ปัจจุบันการเพาะพันปลากัดจีนมุ่งเป้าหมายเน้นเพื่อการส่งออกเป็นหลัก เพราะชาว
ต่างประเทศชื่นชอบความสวยงาม ของหางที่แผ่กว้างได้สวยงาม ตามตำนาน กล่าว ว่าปลากัดจีน
นั้นบรรพบุรุษ ของเราได้พัฒนาขึ้นมาเป็นเวลายาวนานกว่าร้อยปี มาแล้ว เพราะฝรั่งได้พูดถึงปลา
กัดหางยาวเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณร้อยปีก่อน แสดงว่าในประ เทศไทยเราได้พัฒนาปลากัดจีน
มานานกว่านั้นปลาจีนในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยมีรูปร่างสีสันทีสวยงามมากขึ้น มี
ครีบหลัง ครีบหาง ก้นค่อนข้าง ยาว และพร้อม กันก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ด้วยการนำสายพันธุ์ผม
กันเอง และนำสายพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาผสมจนได้สาย ปลากัดที่สวยงามกังที่เห็นกันอยู่ใน
ทุกวันนี้
จากการศึกษาปลากัดพันธุ์ใหม่ที่ได้ของพบว่าทั้งปลากัดครีบยาวและครีบสั้นต่างก็อยู่ใน
ประเภทเดียวกันเพราะมีลักษณะ โคโมโซมเดียวกัน นอกจากนั้นยังพบว่า ปลากัด ที่มีครีบยาวและ
ครีบสั้นสามารถผสมพันธุ์กันไดั โดยที่เปอร์เซ็นต์การฟักเป็นตัว และอัตราการอยู่รอดของลูกผสมที่
เกิดมากไม่มีความแตกต่างไปจากลูกปลาที่เกิดจากการผสม พันธุ์ระหว่างปลากัดพวกเดียวกันแต่
อย่างใด
ปลากัด 8
ระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา จากกระแสความต้องการเลี้ยงปลาสวยงามมีมากขึ้นตามลำดับทั้งนี้อาจจะเป็น
เพราะสภาพทางเศรษฐกิจหรือสภาพสังคมทำให้เกิด ความ เครียดและหาทางออกโดยกสฃารหัน
มาหาสิ่งที่สวยงามหรือสิ่งจรรโลงใจกันมากขึ้นเพื่อช่วยผ่อน คลายอารมณ์การทำงานหนัก ดังนั้น
ระยะเวลาที่ผ่าน มาสัตว์น้ำในกลุ่ม ปลาสวยงามหลายชนิดมีอนาคตดีขึ้นจนทำให้ผู้เลี้ยงสามารถ
หันมายึดเป็นอาชีพได้และทำรายได้ให้ผู้เลี้ยงได้ดีพอสมควร ซึ่งรวมถึงปลากดซึ่งไม่เพียงแต่จะกัด
เก่งเพียง อย่างเดียว แตต่ก็มีความสวยงามชนิดหนึ่งที่ในขณะนี้สามารถจะกล่าวได้ว่าปลากัดมี
ความโดดเด่นเป็นพิเศษกว่าสัตว์น้ำตัวอื้นๆหลายตัวก็ได้เพราะ ปลากัดได้รับความสนใจ ไปเกือบ
ทุกระดับในประเทศ และยังมีตลาดใหญ่ทั่วโลกต้องการปลากัดคุณภาพดีอีกมากด้วย
ปลากัดเขมร (Cambodain Betta)
รูปร่างลักษณะสีสันสวยงามเช่นเดียวกันกับปลากัดจีน แต่จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจาก
ปลากัดจีนตรงที่ปลายครีบ จะมีสีขาวเห็นได้ชัดซึ่งเมื่อปลากีดจีนไดัรับความนิยม มากขึ้นใน
ต่างประเทศจึงทำให้ปลากัดเขมรซึ่งคล้ายๆกับปลากัดจีนจึง ได้รับความนิยมมากขึ้นในต่างประเทศ
ดี ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากากรที่ปากัดจีนมีตลาดต่างประ เทศดีขึ้น จึงจูงให้ปลากัดเขมร ซึ่งมีความ
สวยงามคล้ายปลากัดจีนพลอยฟ้าพลอยฝนได้ส่งออกไปด้วยทุกวันนี้การเพาะเลี้ยงปลากัดมิมุ่งกัน
แต่เพียงการ เพาะปลาเพื่อการพนันเหมือนแต่ก่อน แต่ได้มีการหันมาเพาะ เลี้ยงเอาไว้ดูเล่น
สวยงามเพลิดเพลินตาด้วยและเพาะเลี้ยงไว้เพื่อเป็นสินค้าส่งออกต่างประเทศกันมาก ขึ้นซึ่งคาดกัน
ว่าปลากัด ไทยสามารถส่งขายต่างประ เทศนำรายได้ดีเข้าประเทศเป็นอันดับต้นๆของปลาสวยงาม
ไทยทั้วหมดและปลากีดเขมร ซึ่งได้เพาะ เลี้ยงในประ เทศก็เป็นส่วนหนึ่งของปลาหีดจีนที่ส่งออก
เพราะว่านอกจากจะ เป็นปลาที่สวยงาม ครีบยาวพริ้วสวยงามแล้ว ยัง มีคุณสมบัติพิเศษติดตัวอยู่
ตลอดเวลาในเชิงการ ต่อสู้ได้สร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้เลี้ยงได้อย่างดีด้วยการซื้อขายปลากัดเขมร
ยัง ไม่ดีเท่ากันการซื้อขายปลากัดจีน เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักกันนักหรือยังไม่ได้รับความนิยมมา
กดท่ากับปลากัดจีน จึงทำให้ราคาปลากัดเขมรต่ำหว่าราคาปลากัดจีนมากพอสมควร แต่อย่างไรก็
ดี การที่รูปร่างลักษณะ ปลากัดเขมรคล้ายกับปลากัดจีน จึงทำ ไห้หารย้อมแมวขายขึ้นในบางแห่ง
ให้กับคนที่ตาไม่ถึง ไม่ทราบความแตกต่างระหว่าง ปลากัดจีนกับ ปลากัดเขมรไปในราคาเท่ากับ
ปลากัดจีน เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกัน มิให้ถูกแหกตาอีกก็ขอให้ดูปลากัดที่มีความสวย งามเหมือนกับ
ปลากัดจีน แต่มีปลายครีบสีขาวชัดเจนก็แสดงว่า เป็นปลากัดเขมร ราคาย่อมจะต้องต่ำกว่าราคา
ปลากัด จีน ซึ่งได้ รับความนิยมกันมากในต่างประเทศ
ปลากัด 9
ปลากัดทุ่ง (Wild Betta)
แต่เดิมจะเรียกกันว่าปลากัดลูกทุ่ง แต่ระยะหลังได้ตัดคำว่าลูกออก เหลือแต่ปลากัดทุ่ง ซึ่ง
บางแห่งก็เรียกปลากัดป่า เป็นปลากัดที่มีลำตัวค่อนข้างบอบบาง มีสีน้ำตาล ขุ่นหรือแถบเขียวมี
ปากค่อนข้างแหลม มีฟันซี่เล็กแหลมคม ปลาชนิดนี้บรรดา นักเลงปลากัดหรือมืออาชีพเล่นปลากัด
ซึ่งเป็นชาวชนบทเป็นส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงไว้เพื่อกัดแข่งขัน กัน เนื่องจากปลากัดทุ่งจะกัด ไม่ทน
เหมือนปลากัดหม้อ และลูกผสมหรือเรียกกันว่าลูกสังกะสีก็ตามแต่ก็มีการเลี้ยงปลากัดป่าไว้น้อย
เหมือน กันเพื่อเอาไว้กัดกับบปลากัดป่าด้วยกัน เมื่อตัวเก่งกัดชนะตัวอื่นๆก็เก็บเอาไว้เลี้ยง
เพาะพันธุ์เอาลูกไว้กัดต่อไปแต่ถ้าตัวไหนกัดแพ้ก็ไม่เก็บเอา ไว้ทำพันธุ์ต่อไปอีกแล้ว หันไปหาปลา
ตัวใหม่มาเลี้ยงแทน ซึ่งสามารถหา ได้ไม่ยากเลย การจะหาปลากัดทุ่งตัวใหม่มาทดแทนตัวเก่านั้น
ไม่ยากเย็นเท่าไรนัก ถ้าอยู่ในช่วงที่มีฝนตกในท้องนา ของชาวชนบท ซึ่งมีน้ำขังอยู่ตามบึง คลอง
หนอง บ่อทั่วไป และในช่วงฤดูฝนปลากัดจะก่อหวอดเกาะตามพันธุ์ไม้น้ำตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ที่ไม่
ค่อยจะลึกนัก ซึ่งมัก จะเป็นบริเวณริมบึงริมหนองหรือแอ่งน้ำที่มีน้ำตื้น ๆ ซึ่งจะมองเห็นหวอด ที่
ปลากัดพ่นน้ำลายขึ้นมาเป็นฟอง รวมกันเป็นฟองใหญ่กว่าตัวปลากัดประมาณ 2 เท่าของ ความยาว
ของลำตัวปลาและลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำจนเห็นได้ชัดและความ เหนียวของ ฟองที่รวมกันจะอยู่ได้
นานมาก แม้จะถูกน้ำฝนตกลงมามากแต่หวอดปลากัดจะ ไม่ละลาย ดังนั้น เมื่อเราเดินไปตามริม
บ่อหรือริมหนองริมคลองบึง เมื่อเห็นหวอดปลากัดอยู่ตรง ไหนก็จงมองให้ดี ๆ จะเห็น ว่ามีตัวปลา
กัดว่ายวนเวียนอยู่ใต้หวอด ของมันเพื่อใช้เป็นสถานที่ดึงดูดให้ตัวเมียไปหาเพื่อจะผสมพันธุ์กัน จึง
เป็นการง่ายมาก ที่จะจับปลาตัวนั้น โดยใช้สวิงหรือเครื่องมืออื่น ๆ ช้อนจับปลาขึ้นมาไว้เลี้ยง ต่อไป
แต่ถ้าเป็นนักเลี้ยงมืออาชีพตามชนบทที่มีความ ชำนาญในการจับปลาก็จะใช้มือเปล่าจับปลาขึ้นมา
ได้อย่างง่าย ดาย แล้วใส่ภาชนะที่มีไว้นำกลับบ้าน หรือสถาน ที่เลี้ยงปลาต่อไป ด้วยภูมิปัญญาของ
คนโบราณได้แสดงออกถึงการคัดเลือกปลากัดทุ่งที่กัดเก่งไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อจะได้ปลากัดรุ่น
ใหม่ที่กัดได้เก่งและชนะ ซึ่งตาม คำกล่าวขานเล่าต่อกันมาว่าตามตำนานนั้นระบุว่าปลากัดลูกทุ่งที่
มีประวัติการกัดเก่งมากมีอยู่ 2 รูปลักษณะด้วยกัน คือ
1. ปลากัดทุ่งรูปปลาช่อน มีลักษณะของลำตัวปลาที่กลมยาว ครีบใหญ่ กระโดงใหญ่ ปลายหาง
รูปใบโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นปลาที่ประวัติการกัดเป็น เลิศในบรรดาปลากัดทุ่งด้วยกัน
2. ปลากัดทุ่งรูปปลาช่อน มีลักษณะรูปร่างเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันที่ปลายหางกลม
ปลากัดทุ่งชนิดนี้กัดได้ รุนแรงมาก และมีประวัติการกัดเก่งพอใช้ได้เหมือนกันเนื่องจากปลากัดทุ่ง
กัดได้ไม่ค่อยจะทนนัก นักเล่นปลากัดจึงไม่ค่อยจะ นิยมเพาะพันธุ์ระหว่างปลากัดทุ่งด้วยกันนัก แต่
ปลากัด 10
จะเอาไปผสมกับปลากัดพันธุ์อื่น ๆ ได้ลูกผสมในชื่อที่เรียกกันว่า " ลูกสังกะสี " ซึ่งนักเล่นปลากัด
เก่าแก่มักจะพูดกันว่าลูกปลาสังกะสีนั้นเป็นปลากัดที่กัดได้คล่องแคล่วและมีความอดทนเป็นที่สอง
รองจากปลา กัดหม้อหรือบางตัวอาจจะดีกว่าปลากัดหม้อด้วยซ้ำไป
ตามตำนานเก่าแก่ได้บันทึกไว้ว่าลูกสังกะสีบางครอก หรือบางตัวมีรูปร่างและสีสันคล้าย
ปลากัดทุ่งมากจนคนที่ตาไม่ถึงอาจจะมองว่าเป็นปลากัดทุ่งได้ จึงมีนัก เลี้ยงนักเล่นปลากัดบางคน
ถูกหลอกให้เอาปลากัดทุ่งไปกัดกับลูกสังกะสี ก็ย่อมแน่นอน ว่าปลากัดทุ่งตัวจริงจะต้องแพ้พนัน
เพราะปลากัดลูกสังกะสีกัดได้เก่งกว่า ย่อม จะชนะแน่นอน ยกเว้นแต่ปลากัดทุ่งตัวนั้นจะเป็น ปลา
กัดที่กัดได้เก่งจริง ๆ เท่านั้น จึงจะกัดชนะลูกสังกะสีได้เหมือนกัน แต่ปลากัดทุ่งที่กัดชนะลูกสังกะสี
ได้นั้นมีน้อย ตัวเหลือเกิน หรือแทบจะ ไม่มีเลยก็ว่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในไทยจะไม่ค่อยนิยม
ปลากัดป่าหรือปลากัดทุ่งก็ตาม แต่ปลากัดป่ากลับไม่ได้รับความนิยมอย่าง ดีมากจาก คนเอเซีย
ด้วยกันที่ไปอาศัยอยู่ใน ต่างประเทศจะแสวงหาปลากัดซึ่งมีลักษณะประจำพันธุ์ที่แน่นอน และมี
การระบุแหล่ง ที่มาเพราะปลากัดป่ามีคุณลักษณะจำเพาะเช่น เดียวกับปลาอิมแบลิสจากเกาะสมุย
ไม่เหมือนกับปลาอิมแบลิสในมาเลเซีย และยัง มีข่าวว่าชาวเยอรมนีต้องการพื้นที่ประมาณ 100-200
ไร่ในประเทศเพื่อเพาะเลี้ยง ปลากัดป่าในประเทศไทยและในสิงคโปร์ด้วย ปลากัดป่ามามากใน
มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ และโดยเฉพาะใน อินโดนีเซีย มีปลากัดป่า หลายสายพันธุ์ ซึ่ง
มีความสามารถมาก และปลากัดไทยได้พัฒนามาจาก ปลากัดป่าหรือปลากัดทุ่งซึ่งมีสายพันธุ์ที่
เรียกว่า เบตต้า สะเพล็นเดน อิมเบลิส(Betta splendens Imbelis) มีเหงือกเขียว ตะเกียบดิ่งแดง เกล็ด
เข้มวาว และปลากัดทุ่ง ที่เพาะเลี้ยงกันในปัจจุบันได้มา จากจังหวัดเชียงราย เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ ไม่
ถูกสายพันธุ์ปลากัดอื่นผสมข้ามพันธุ์แต่อย่างใด
การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลากัด
เนื่องจากปลากัดเป็นปลาที่มีนิสัยก้าวร้าว ชอบต่อสู้
เมื่ออายุประมาณ 1 1/2 -2 เดือน การเลี้ยงปลากัดจึง
จำเป็นต้องรีบแยกปลากัดเลี้ยงในภาชนะเพียง 1 ตัวก่อนที่ปลา
จะมีพฤติกรรมต่อสู้กัน ภาชนะที่เหมาะสมที่สุดควรนำมาใช้
เลี้ยงปลากัดได้แก่ ขวด(สุรา) ชนิดแบนบรรจุน้ำได้ 150 ซีซี
เพราะสามารถเรียงกันได้ไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่ การแยกเพศจะ
สังเกตเห็นว่าปลาเพศผู้จะมีลำตัวสีเข้ม ครีบยาว ลายบนลำตัว
มองเห็นชัดเจนและขนาดมักจะโตกว่าเพศเมีย ส่วนปลาเพศเมียจะมีสีซีดจาง มีลาดพาดตามยาว
ลำตัว 2-3 แถบ และมักจะมีขนาดเล็กกว่าปลาเพศผู้
น้ำที่ใช้เลี้ยง ปลากัดต้องเป็นน้ำที่สะอาดปราศจากคลอรีน มีความเป็นกรด-ด่าง (pH)
ประมาณ 6.5-7.5 มีความกระด้าง 75-100 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีความเป็นด่าง 150-200 มิลลิกรัมต่อ
ลิตร ควรบรรจุน้ำลงในขวดเพียง 1/2 ขวด เพื่อเว้นช่องว่างให้อากาศได้สัมผัสกับผิวน้ำ
ปลากัด 11
อาหารที่ใช้เลี้ยงปลา ปลากัดเป็นปลาที่ชอบกินสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร อาหารที่
เหมาะสมจะใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลากัด ได้แก่ ลูกน้ำ หนอนแดง ไรสีน้ำตาล (Artemia) ที่มีชีวิต การ
ให้อาหารควรให้วันละ 1 ครั้ง ให้ปริมาณที่พอดีปลากินอิ่ม อาหารที่ใช้เลี้ยงทุกครั้งควรล้างด้วยน้ำ
สะอาด แล้วแช่ในด่างทับทิมเข้มข้น 500-1,000 ส่วนในล้านส่วน (0.5-1.0 กรัม/ลิตร) เป็นเวลา 10-20
วินาที เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับอาหารหลังจากนั้นจึงล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง การถ่ายเทน้ำ
ควรกระทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์ปลากัด คือ ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม -
กันยายน โดยอุณหภูมิน้ำควรอยู่ระหว่าง 26-28 องศาเซลเซียส
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ปลาที่นำมาทำการเพาะพันธุ์ควรมีอายุตั้งแต่ 5-6 เดือนขึ้นไป
โดยปลาจะให้ไข่ครั้งละประมาณ 500-1,000 ฟอง ในฤดูผสมพันธุ์ จะสังเกตเห็นความสมบูรณ์เพศ
ของปลาได้ชัดเจน ในการคัดเลือกปลาเพื่อผสมพันธุ์ มีหลักที่ควรปฏิบัติดังนี้
ปลาเพศผู้ คัดปลาที่แข็งแรง ปราดเปรียว ลักษณะสีสดสวย ชอบสร้างรังซึ่งเรียกว่า
“หวอด” โดยการพ่นฟองอากาศที่มีน้ำเมือกจากปากและลำคอผสมด้วย ซึ่งแสดงถึงว่าปลาเพศผู้มี
ความสมบูรณ์ทางเพศเต็มที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์
ปลาเพศเมีย คัดเลือกปลาที่แข็งแรง สังเกตบริเวณท้องมีลักษณะอูมเป่งแบริเวณใท้อง
จะมีตุ่มสีขาวใกล้กับรูก้นเห็นได้ชัดเจน ซึ่งตุ่มสีขาวนี้เรียกกันว่า “ไข่น้ำ”
ลักษณะที่ดีของปลากัด
การดูลักษณะปลากัดจะดูเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ สี รูปทรง (ครีบและลำตัว) และกริยา
อาการ ปลาที่สมบูรณ์มีลักษณะที่ดีจะต้องมีอาการกระฉับกระเฉง มีสีสันสวยงาม มีความสมดุล
ระหว่างขนาดและลักษณะของครีบและลำตัว และมีครีบที่ได้ลักษณะสวยงาม ปลากัดมีครีบเดี่ยว
สามครีบ คือ ครีบหลัง ครีบหาง และครีบก้น และมีครีบคู่สองคู่คือครีบท้องหรือทวนหรือตะเกียบ
และครีบอกซึ่งอยู่ติดบริเวณเหงือก
ครีบหาง เป็นครีบที่มีรูปแบบหลากหลายมากที่สุด รูปแบบโดยทั่วไป สำหรับปลาหางเดี่ยว
อาจเป็นหางกลม หางครึ่งวงกลม หางรูปสามเหลี่ยม หางกลมปลายแหลม หางย้วย และหางรูปใบ
โพธิ์ หางทุกแบบควรมีการกระจาย ของก้านครีบเท่ากัน ระหว่างส่วนบนและส่วนล่างของเส้นที่ลาก
ผ่าน แนวขนานลำตัว หางควรแผ่เต็มสมบูรณ์ได้สัดส่วน ในกรณีของปลาหางคู่ลักษณะหางอาจเป็น
ลักษณะที่เชื่อมต่อกันจนปลายหางเกือบเป็นเส้นตรง หรือเว้าเล็กน้อย หรือเว้ามากเป็นรูปหัวใจ
หรือหางแยกที่ซ้อนทับเกยกัน หรือหางที่แยกจากกันเต็มที่โดยไม่ซ้อนทับ หรือเป็นหางที่เว้าลึกใน
ระดับ ต่าง ๆ แต่ยังไม่แยกกันเด็ดขาด
ปลากัด 12
ครีบก้น ลักษณะครีบที่ดีควรจะมีขอบครีบส่วนหน้าและส่วนหลังขนานกันและค่อย ๆ โค้ง
ไปทางด้านหลัง ขอบด้านหน้าและขอบด้านหลัง จะต้องไม่เรียวแหลมเข้าหากัน ลักษณะที่ดีจะต้อง
แผ่กว้างทำมุม และซ้อนทับดูเป็นเนื้อเดียวกันกับครีบหาง แต่ไม่เชื่อมต่อกับครีบหาง
ครีบท้อง ลักษณะควรเหมือนใบมีดที่มีด้านคมอยู่ด้านหลัง ขอบด้านหน้าโค้งเข้าเล็กน้อย
ปลายแหลม ครีบทั้งคู่ควรมีความยาวและขนาด เท่ากัน และไม่ไขว้กัน ครีบจะต้องไม่สั้นหรือกว้าง
เกินไป และไม่ยาวหรือแคบเกินไป
ครีบอก ควรเป็นครีบที่สมบูรณ์กว้างและยาว
ลักษณะที่ไม่ดีของปลากัด
ลักษณะที่ไม่ดีของปลากัด ลำตัวบางยาว ถือเป็นปลาที่ไม่แข็งแรง ปากเล็ก ปากบาง หัวสั้น
หัวงอนลงล่าง เครื่องมาก ที่เรียกว่า "เครื่องแจ้" เคื่องเพชรหรือหางเพชร ไม้ท้าแพร คือ เป็นสีที่
แพรวพราวเกินไป แต่ถ้าเป็นปลากัดพันธุ์หม้อหรือพันธุ์ทางห็ไม่ห้าม แก้มแท่น หมายถึง เกล็ดที่
แก้มเป็นแผ่นใหญ่และมีสีแพรวพราว ส่วนมากมักเป็นสีเขียว กระโดวสีแดง หรือที่เรียกว่า "โดง
แดง" สำหรับปลาลูกทุ่ง ลูกป่า ถือเป็นลักษณะที่ไม่ดี คือเป็นปลาใจน้อย ดังคำห้ามที่ว่า "วัวลั่นดา"
ปลาโดงแดง อย่าแทงมาก " แต่ถ้าเป็นปลาพันธุ์ลูกหม้อหรือพันธุ์พันทางก็ไม่ห้าม ตาโปนหรือตา
ถลน แววตาเหมือนตาแมวหรือตางูสิง เครื่องหนาหรือทีเรียกว่าเครื่องทึบ เป็นปลาที่เคลื่อนไหวช้า
ไม่ว่องไว ปราดเปรียว โคนหางหรือแป้นเล็ก มักเป็นปลาที่ไม่ค่อยมีกำลัง สันหลังขาวที่เรียกว่า
"หลังเขียว" เป็นปลาใจน้อย ไม้เท้าสีขาวมากมักเป็นปลาไม้เท้าอ่อน เป็นปลาที่ไม่แข็งแรง และไม่มี
น้ำอดน้ำทน หางดอก คือ หางที่มีจุดประทั่วไปในแพนหาง สีของปลากัด ลูกป่าดำเหมือนฐาน
เรียกว่า "ดำเกล็ดหาย" หรือ "ดำเกล็ดจม" เขียวอมดำ เรียกว่า "เขียวดำ"เขียวคราม คือ เขียวอม
น้ำเงิน เขียวใหญ่ คือ สีเขียวแก่ทั้งตัวเขียวลูกหวาย คือ สีเขียวอมแดงเขียวผักตบหรือสีเขียวอ่อน
คือ มีสีเขียวเหมือนสีใบผักตบ บางแห่งเรียกว่า "เขียวทืบฟอง" เป็นปลากัดลูกทุ่งหรือลูกป่าชนิดเลว
ที่สุดคือ มักไม่ชนะคู่ต่อสู้เลยก็ว่าได้แดงปูนแห้ง หรือเรียกว่า "สีหมวนเชี่ยน"แดงอมดำ หรือที่
เรียกว่า "สีลูกขรบ" (ตะขบ) หมายถึง สีที่คล้ายกับสีผลตะขบสุกแดงก่ำ เป็นสีแดงแก่แต่มีเกล็ดสี
ปลากัด 13
เขียวเล็กน้อยคล้ายผลระกำสุกแดงหมอตาย สีคล้ายกับสีปลาหมอตายเป็นสีแดงจาง ๆ ซีด ๆขาว
เป็นสีขาวใสจนเห็นกระดูก เรียกว่า "ขาวเห็นก้าง" เป็นสีของปลากัดที่หายากที่สุด
ลักษณะสีของปลากัด
โดยสรุปสีของปลากัดที่เป็นมาตรฐาน จะมีรูปแบบพื้นฐาน 5 รูปแบบ คือ สีเดี่ยว สองสี
ลายผีเสื้อ ลายหินอ่อน และหลากสี
ปลากัดสีเดี่ยว
ปลากัดสีเดี่ยว เป็นปลากัดที่มีสีเดียวทั้งลำตัวและครีบ และเป็นสีโทนเดียวกันทั้งหมด ปลา
กัดสีเดี่ยวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ปลากัดสีเดี่ยว สีเข้ม และปลากัดสีเดี่ยวสีอ่อน และอาจ
แบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ลงไปได้อีกตามรายละเอียดของสี ปลากัดสีเดี่ยวที่สมบูรณ์จะต้องไม่มีสีอื่นใด
ปะปนใน ส่วนของลำตัวและครีบเลย ยกเว้นที่ดวงตา และเหงือก
ปลากัดสองสี
ลักษณะที่สำคัญของปลากัดสองสี คือลำตัวจะต้องมีสีเดียว และครีบทั้งหมดจะต้องมีสีเดียว
เช่นกัน แต่สีของครีบ จะต้องต่างกับสีของลำตัว ปลากัด สองสีอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่
ๆ คือ
1. ปลากัดสองสีชนิดลำตัวสีเข้ม ปลากัดสองสีชนิดนี้จะมีลำตัวสีเข้มสีใดสีหนึ่ง เช่น แดง
ดำ น้ำเงิน เขียว และครีบก็ต้องเป็นสีเดียวที่เป็น สีอื่น ที่ไม่เหมือนสีของลำตัวโดยอาจเป็นสีเข้มอื่น
ๆ หรือเป็นสีอ่อนก็ได้ลักษณะที่สำคัญของปลากัดสองสีลำตัวสีเข้มที่ดีคือ มีสีลำตัวและสีครีบตัดกัน
ัชัดเจน และสีของลำตัวและสีของครีบแยกกันตรงบริเวณที่ครีบต่อกับลำตัว
2. ปลากัดสองสีชนิดลำตัวสีอ่อน เป็นปลากัดที่มีลำตัวสีอ่อนสีใดสีหนึ่งและมีครีบอีกสีหนึ่ง
ที่แตกต่างจากสีของลำตัวอาจเป็นสีอ่อนหรือเข้ม ก็ได้ลักษณะที่สำคัญของปลากัดสองสีลำตัวสีอ่อน
ที่ดีคือสีลำตัวและสีครีบต้องตัดกันชัดเจน ครีบที่มีสีเข้มจะดีกว่าครีบสีอ่อน สีของลำตัวและสีของ
ครีบแยกกันตรงบริเวณส่วนต่อระหว่างครีบและลำตัว
ปลากัด 14
ปลากัดสีลวดลาย
ปลากัดที่อยู่ในประเภทนี้เป็นปลากัดที่ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทสีเดี่ยวและสองสีประกอบด้วย
กลุ่มย่อย ๆ ดังนี้
(1) ปลากัดลายผีเสื้อ
ปลากัดลายผีเสื้อเป็นปลากัดที่มีสีเป็นลวดลายรูปแบบเฉพาะที่บริเวณครีบ โดยครีบจะมีสี
เป็นแถบ ๆ ขนานกับเส้น วงรอบลำตัว การพิจารณาลักษณะ ที่ดีของปลากัดลายผีเสื้อ จะพิจารณา
ที่การตัดกันของแถบสีและความคมของขอบสีเป็นหลักไม่ใช่ดูที่สีของลำตัวและครีบเหมือนทั่ว ๆ
ไป ปลากัดที่มีสีของครีบซึ่งแถบสีด้านในเป็นสีเหลืองและแถบด้านนอกเป็นสีเหลืองอ่อนจึงไม่จัด
อยู่ในประเภทลายผีเสื้อ แนวของแถบสีบนครีบควรลากเป็นรูปไข่ รอบตัวปลา ปลากัดลายผีเสื้อ
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
- ลายผีเสื้อ 2 แถบสี ครีบจะประกอบด้วยแถบสีที่ตัดกันชัดเจน 2 แถบ ลักษณะที่ดีแถบสีทั้ง
สองควรจะมีความกว้างเท่ากัน เป็นคนละครึ่งของความ กว้างของครีบ
- ลายผีเสื้อหลายแถบสี หมายถึงปลากัดลายผีเสื้อที่สีของครีบมีตั้งแต่ 3 แถบขึ้นไป ลักษณะ
ที่ดีความกว้างของแถบสีแต่ละแถบควรจะเท่ากับความ กว้างของครีบหารด้วยจำนวนแถบสีสีของ
ลำตัวและสีของครีบแถบแรกที่อยู่ชิดลำตัวอาจเป็นสีเดียว สองสี ลายหินอ่อน หรือหลากสีก็ได้
(2) ปลากัดลายหินอ่อน
ปลากัดลายหินอ่อนเป็นปลากัดในชุดของปลาที่มีสีเป็นลวดลายรูปแบบเฉพาะ เช่นเดียวกัน
โดยครีบจะไม่มีแถบสี และบนลำตัวจะมีสีอื่นแต้มเป็น ลวดลายหินอ่อน ปลากัดลายหินอ่อนแบ่ง
ออกเป็นชนิดหลัก ๆ 2 ชนิด
ลายหินอ่อนธรรมดา ปลากัดชนิดนี้จะไม่มีสีแดง เขียว น้ำเงิน และเทา ปรากฏในลายหิน
อ่อน บนครีบก็จะไม่ปรากฏสีเหล่านี้เช่นกัน ปลาจะมีสีดำเข้ม หัวหรือหน้าขาว ลวดลายจะ
ประกอบด้วยสีดำ สีเนื้อ และสีขาวเท่านั้น
ลายหินอ่อนสีสีบริเวณหน้าและคางยังคงลักษณะเป็นสีขาว หรือสีเนื้อ แต่ลำตัวและครีบ
อาจปรากฏสีผสมของสีแดง เขียว น้ำเงิน และเทา ลำตัวของปลากัดลาย หินอ่อนสีอาจประกอบด้วย
สีเหล่านี้ในลวดลาย แต่จะต้องมีสีเนื้ออยู่
ปลากัด 15
วิธีการเพาะพันธุ์
1. นำขวดปลาเพศผู้และเพศเมียที่มีความสมบูรณ์ทางเพศเต็มที่มาวางติดกัน ซึ่งวิธีนี้
เรียกว่า “เทียบคู่” ซึ่งควรจะเป็นบริเวณที่ปราศจากสิ่งรบกวน จะทำให้ปลาตกใจ ใช้เวลาเทียบคู่
ประมาณ 3-10 วัน
2. จากนั้นนำปลาเพศผู้และเพศเมีย ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้สำหรับผสมพันธุ์ เช่น ขัน
พลาสติก โหลแก้ว กาละมัง ตู้กระจกหรืออ่างดิน แล้วใส่พันธุ์ไม้น้ำที่แช่ด่างทับทิมเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง
ชนิดพันธุ์ไม้น้ำที่นิยมใช้ ได้แก่สาหร่ายพุงชะโด สาหร่ายหางกระรอก จอก ใบผักตบชวาเป็นต้น
3. เมื่อปลาสามารถปรับตัวให้ชินกับสภาพในภาชนะ (ประมาณ 1-2 วัน) ปลาเพศผู้จะเริ่ม
ก่อหวอดติดกับพันธุ์ไม้
4. หลังจากสร้างหวอดเสร็จ ปลาเพศผู้จะพองตัวกางครีบ ไล่ต้อนตัวเมียให้ไปอยู่ใต้หวอด
5. ขณะที่ตัวเมียลอยตัวขึ้นมาบริเวณผิวน้ำ ปลาตัวผู้จะรัดตัวเมียบริเวณช่องอวัยวะเพศ
6. จากนั้นไข่ก็จะหลุดออกมา พร้อมกับเพศผู้จะฉีดน้ำเชื้อเข้าผสม และปลาเพศผู้จะตามลง
ไปใช้ปากดูดไข่อมไว้ว่ายน้ำขึ้นไปพ่นไข่เข้าไปไว้ในฟองอากาศจนกว่าจะหมด
7. เมื่อสิ้นสุดการวางไข่ปลาเพศผู้จะทำหน้าที่ดูแลไข่เพียงลำพัง และจะไล่ต้อนปลาเพศเมีย
ไปอยู่ที่มุมภาชนะ
8. หลังจากนั้นรีบนำปลาเพศเมียออกจากภาชนะเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาเพศเมียกินไข่
9. ปล่อยให้ปลาเพศผู้ดูแลไข่ 2 วัน จึงแยกเพศผู้ออก
การอนุบาลลูกปลา
ไข่ปลากัดจะฟักเป็นตัวหลังจากได้รับการผสมน้ำเชื้อ
ประมาณ 36 ชั่วโมง โดยในช่วงแรก จะมีถุงอาหาร (Yolk sac)
ติดตัวมาด้วย ดังนั้นช่วง 3-4 วันแรก จึงยังไม่ต้องให้อาหาร
เป็นเวลา 3—5 วัน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นตัวอ่อนของไรแดง
(Moina) ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นไรแดงเต็มวัย เลี้ยงต่อไป
จนกระทั่งปลาสามารถกินลูกน้ำได้และผู้เลี้ยงสามารถแยก
เพศปลากัดได้เมื่อปลามีอายุประมาณ 1 เดือนขึ้นไป
ปลากัด 16
โรคที่พบในปลากัด และการป้องกันรักษา
ปลากัดที่เลี้ยงถูกวิธีมักไม่ค่อยเป็นโรค แต่ถ้าสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่
ไม่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของมัน ( อุณหภูมิลดต่ำลง น้ำสกปรก ) ปลากัดก็จะเป็นโรคได้ โรคที่
มัก พบในปลากัด มีดังนี้
โรคจุดขาว ( White spot disease )
เกิดจากสัตว์เซลล์เดียวที่ชื่อว่า Ichthyophthirius multifilis นิยมเรียกทั่วไปว่า " อิ๊ค " เป็นสัตว์
เซลล์เดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด พบว่า ทำให้ปลาเกิดโรคในปลา ตัวอ่อนของ " อิ๊ค " จะฝังตัวเข้าไป
อยู่ใต้เยื่อบุผิวบริเวณลำตัวและเหงือก ทำให้เห็นบริเวณนั้นเป็นจุดขาว ๆ ขนาดประมาณ 0.5 -1.0
มม. เมื่ออิ๊คเจริญเต็มที่จะหลุดออกจากตัวปลา ว่ายน้ำเป็นอิสระและจะสร้างเกราะหุ้มตัว มีการแบ่ง
เซลล์ขยายพันธุ์รวดเร็วเป็นตัวอ่อนที่เรียกว่า " โทไมท์ " ( Tomite ) ในเกราะหนึ่งจะมีโทไมท์ตั้งแต่
500 -2,000 ตัว เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมเกราะจะแตกออก โทไมท์ก็จะว่ายน้ำไปเกาะที่ตัวปลา
ต่อไป มักจะพบโรคจุดขาวระบาด ในช่วงที่อุณหภูมิของน้ำมีการเปลี่ยนแปลงจากสูงเป็นต่ำหรือต่ำ
เป็นสูง การรักษาที่ได้ผลดี คือ ใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 25 - 30 ส่วนในล้านสูง(ppm) ผสมกับมาลาไคท์
กรีน 0.1 ส่วนในล้านส่วน แช่ติดต่อกัน 3 - 5 วัน แล้วจึงเปลี่ยนน้ำ
โรคสนิม ( Velvet disease )
เกิดจากสัตว์เซลล์เดียวชนิดแส้ ( Flagellum ) มีรูปกลมรี มีชื่อว่า Oodinium sp. อาการของโรค
นี้คือ ตามผิวหนังปลาจะมีลักษณะคล้ายกำมะหยี่สีเหลืองปนน้ำตาล กระจายเป็นหย่อม ๆ
เนื่องจากมี Oodinium เกาะอยู่ พบปรสิตนี้ตามลำตัวและเหงือก การป้องกัน และกำจัด ควรใช้เกลือ
แกงเข้มข้น 1 % แช่ปลาไว้นาน 24 ชั่วโมง และควรทำซ้ำทุก 2 วัน หลังจากเปลี่ยนน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา
ออกหมดแล้ว
โรคที่เกิดจากปลิงใส
ปลิงใสที่พบมีอยู่ 2 ชนิด คือ Gryodactylus sp. และ Dactylogyrus sp. อาการของโรคที่พบใน
ปลากัด คือ ส่วนหัวของปลาจะซีด ส่วนลำตัวของปลามีสีเข้ม และมีอาการของครีบกร่อนร่วมด้วย
พบปรสิตนี้ตามลำตัวและเหงือก การป้องกันและกำจัดควรใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 30 - 50 ส่วนในล้าน
ส่วน หรือ Dipterex เข้นข้น 25 ส่วนในล้านส่วน แช่ตลอดไป
โรคที่เกิดจากเชื้อรา
โดยปกติแล้วเชื้อราไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของโรค มักจะพบหลังจาก ปลาบอบช้ำเนื่องจาก
การจับ เชื้อราที่มักพบเสมอคือ Ssprolegnia sp. อาการของโรคจากเชื้อรา คือ จะเห็นเป็นปุยขาว
คล้ายสำลีบริเวณที่เป็นโรค สำหรับการรักษาใช้มาลาไคท์กรีน เข้มข้น 0.1 - 0.25 ส่วนในล้านส่วน
ร่วมกับฟอร์มาลินเข้มข้น 25 ส่วนในล้านส่วน แช่ติดต่อกัน 3 วัน
ปลากัด 17
โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย
อาการที่ปรากฏคือ มีอาการท้องบวม และมีของเหลวในช่องท้องมาก การรักษา ใช้แช่ในยา
ปฏิชีวนะ เช่น ออกซิเทตราไซคลิน หรือ คลอแรมฟินิคอลที่มีความเข้มข้น 10 - 20 ส่วนในล้านส่วน
โดยแช่ติดต่อกัน 3 - 5 วัน และต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกวัน แล้วเติมยาให้มีความเข้มข้นเท่าเดิมทุกครั้ง
หรือใช้เกลือแกงเข้มข้น 0.5 %
วิธีการแปลงเพศปลากัด
"ปลากัด" ปัจจุบันได้รับความนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เนื่องจากเพศผู้
นั้นจะมีสีสันสดใสสวยงาม รวมทั้งยังมีครีบหูยาวและใหญ่กว่าเพศเมีย จากลักษณะนี้จึงมีการใช้
ต่อสู้กันเพื่อเป็นเกมกีฬาและการพนัน จึงทำให้เพศผู้เป็นที่นิยมในการเลี้ยงมากกว่า
แต่จากการศึกษาพบว่าอัตราส่วนเพศผู้และเพศเมียที่
ได้จากการเพาะพันธุ์เป็น 1 ต่อ 1 ดังนั้น ผู้เลี้ยงปลาชนิดนี้เพื่อ
การจำหน่าย จึงต้องศึกษาเทคนิคในการเพาะพันธุ์ที่เหมาะสม
และลดต้นทุน เพื่อให้ได้เพศที่ตรงกับความต้องการของตลาด
การใช้ฮอร์โมนในการแปลงเพศปลาหรือในการผลิต
ปลาเพศใดเพศหนึ่ง กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก แต่
วิธีการนี้ก็ยังมีข้อจำกัดการอยู่มากทั้งในด้านราคาและวิธีใช้
เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มีพื้นความรู้ทางด้านการใช้
ฮอร์โมนน้อยอยู่ ดังนั้น อาจได้ "ปลากัด" ที่ไม่ตรงกับ
ความต้องการ ต้องสั่งซื้อฮอร์โมนมาจากต่างประเทศ ทำให้เกิด
การเสียดุลการค้า
คณะวิทยาศาสตร์การประมง สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตรัง โดย "อุไรวรรณ วัฒนกุล"
จึงทำ "โครงการศึกษาสารสกัดจากใบมังคุดต่อการเปลี่ยนลักษณะเพศในปลากัด" ขึ้น และได้ผล
ออกมาน่าสนใจยิ่ง
การวิจัยในครั้งนี้ได้มีการนำ "ใบมังคุด" ทั้งสดและแห้ง มาทำการทดลองในแต่ละความ
เข้มข้นว่ามีผลต่อการเปลี่ยนลักษณะเพศหรือสัดส่วนเพศมากน้อยแค่ไหน โดยนำมาสกัดเป็นน้ำชา
เพื่อเลี้ยง "ปลากัด" ตั้งแต่แรกเกิดจนสามารถแยกเพศได้ เพื่อเป็นแนวทางในการนำฮอร์โมนจาก
ธรรมชาติมาใช้ทดแทน หากได้ผลก็จะเป็นประโยชน์ในการนำมาเปลี่ยนเพศปลาหรือทำหมันปลา
เพื่อลดกิจกรรมการสืบพันธุ์และส่งผลต่อการเพิ่มอัตราเจริญเติบโต ตลอดจนสามารถนำไปใช้
ส่งเสริมอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามได้
ปลากัด 18
สำหรับวิธีการศึกษานั้นแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน
ได้แก่ การเตรียมสารสกัดจาก "ใบมังคุดแห้ง" ด้วยการ
ทดลองเลี้ยงปลาพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์เพศและ
พร้อมที่จะผสมพันธุ์ ในอัตราส่วนน้ำเปล่าต่อน้ำสกัดจาก
"ใบมังคุด" เท่ากับ 1 ต่อ 1 จนเมื่อลูกปลามีอายุได้ 3-4 วัน
จึงให้ไข่แดงต้มสุกเป็นอาหารวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3-5
วัน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นให้ไรแดงและลูกน้ำจนกระทั่ง
ปลาโต รวมทั้งการเก็บข้อมูลและเปรียบเทียบความ
แตกต่างของอัตราส่วนเพศ ด้วยวิธี "Chi-Square test"
ทั้งนี้ เมื่อเลี้ยง "ปลากัด" ด้วยน้ำหมักจาก "ใบมังคุดสด" ที่ระดับความเข้มข้นต่างๆ กัน
เป็นเวลา 30 วัน พบว่า สารสกัดที่ระดับความเข้มข้น 25 กรัม มีผลต่อการเปลี่ยนลักษณะเพศปลา
มากที่สุด นั่นคือ เพศผู้ คิดเป็น 76.79% ในขณะที่เพศเมีย คิดเป็น 23.21% เท่านั้น ส่วนสารสกัดที่
ระดับความเข้มข้น 70 กรัม จะมีผลต่อการเปลี่ยนลักษณะปลาเป็นเพศเมีย คิดเป็น 76.81% ในขณะ
ที่เพศผู้ คิดเป็น 23.19% เท่านั้น สำหรับสารสกัดที่ระดับความเข้มข้น 50 กรัม ไม่มีความแตกต่าง
ระหว่างสัดส่วนเพศ แต่ถ้าใช้สารสกัดที่ระดับความเข้มข้น 100 กรัม ก็จะทำให้ "ปลากัด" ไม่
สามารถทนได้และเสียชีวิตไปทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเลี้ยงปลาด้วยน้ำหมักจาก "ใบมังคุดแห้ง" กลับไม่พบว่ามีผลต่ออัตรา
การเปลี่ยนเพศและสัดส่วนเพศให้เป็นเพศผู้ไม่ว่าจะมีสารสกัดที่ระดับความเข้มข้น 0 กรัม 25 กรัม
50 กรัม 70 กรัม หรือ 100 กรัม โดยเฉพาะปลาที่เลี้ยงด้วยสารที่ระดับความเข้มข้น 25 กรัมนั้น
พบว่า การเปลี่ยนเพศมีความแตกต่างกันน้อยมากคือ เพศผู้ 42.08% และเพศเมีย 57.92% ดังนั้น
ปลาที่เลี้ยงด้วยสารสกัด "ใบมังคุดแห้ง" ทุกชุดการทดลองจะมีอัตราส่วนเพศเมียสูงกว่าเพศผู้ และ
ไม่สามารถแปลงให้เป็นเพศผู้ได้
โดย "อุไรวรรณ วัฒนกุล" มีข้อเสนอแนะอันสืบเนื่องมาจากงานวิจัยว่า ควรจะมีการทดลอง
ระดับความเข้มข้นของสารสกัดไม่ให้เกิน 25 กรัม เพื่อหาระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมต่อการ
เปลี่ยนเพศ รวมทั้งควรทำการศึกษาการใช้ "ใบมังคุด" ในการแปลงเพศปลาเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่
ต้องการเพศเมียเป็นหลัก และควรจะมีการศึกษาทดลองหมัก "ปลากัด" ตั้งแต่ยังเป็นพ่อแม่พันธุ์
เพื่อดูถึงประสิทธิภาพในการที่จะเปลี่ยนเพศ
ผลของโครงการในครั้งนี้สรุปได้ชัดเจนว่า สารสกัด "ใบมังคุดสด" ที่ระดับความเข้มข้น 25
กรัมนั้น มีผลต่อการเปลี่ยนลักษณะ "ปลากัด" ให้เป็นเพศผู้มากที่สุด ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งผู้ขาย
และผู้เลี้ยงที่จะมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้สวยงามและตรงกับความต้องการ แม้จะเป็นการใช้
เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ที่อาจจะดูแปลกๆ กันไปบ้างก็ตามที
ปลากัด 19
เทคนิคการฝึกหัดปลากัดเพื่อการแข่งขันหรือปลาเก่ง
สำหรับปลากัดที่ดีและพร้อมลงสนามจะต้องได้รับการฝึกให้
กัดเก่ง ด้วยการฝึกตั้งแต่ในบ่อเลี้ยงแล้วทำการคัดเลือกปลาที่กัดเก่ง
ออกมแล้วนำไปกัดกัดปลากัดในครอกอื่นๆ จนกระทั่งได้ปลาที่กัด
เก่งตามความต้องการ เดิมทีนั้นก่อนที่จะนำปลากัดออกกัดใน
สนามแข่งต่างๆคนเก่าแก่มักจะมีคาถาสำหรับเป่าเสกกำกับการกัด
ปลาในแต่ละครั้งซึ่งคาถาสำหรับการกัดปลาในแต่ละครั้งก็คือ
นะกัดตัง กะขะชนะ ตังข้ามีกำลังดังพระยาปลาใน
มหาสมุทรสุกุโย เกล็ดแก้วมณีหุ้มห่อตัวข้าดังเกาะเพชรพุตากะเก
เขี้ยวแก้วทั้งสี่ดุจตรีเพชรหนุมาน มะอะอุ ปลาใดมารอนราน วินาศ
สันติ
สำหรับปลาที่จะเลี้ยงเพื่อการแข่งขันหรือการกัดนั้นพออายุครบ 6-8 เดือน ให้เอาปลา
ขึ้นมาจากอ่างมาใส่ขวด เพื่อดูว่าปลาตัวไหนสมบูรณ์และลักษณะดีก็ให้คัดไว้ลงอ่างหมักที่ใช้ใบตอง
แห้งของกล้วยน้ำว้าหรือใบหูกวางแช่อ่างหมักทิ้งไว้ 10-15 วัน จึงนำเอาปลาขึ้นมา หากเป็นปลาที่
อ้วนเกินไปในระหว่างหมักก็ควรให้อดอาหารบ้าง โดยให้อาหารวันเว้นวัน เมื่อครบกำหนตามที่
หมักไว้จะได้ปลาที่มีรูปร่างสวยเกล็ดแน่น ผิวเป็นมันเรียบ ต่อจากนั้นให้นำปลามาใส่ในขวดและ
เริ่มฝึกได้
ในการฝึกปลาจะมีชื่อเรียกว่า”ลูกไล่” ให้หาขวดหลน้ำกลั่นมาตัดปากออก เพื่อความ
สะดวกเวลาตักปลาแล้วให้เอาปลาตัวเมียเล็กๆขนาดอายุได้ 3-4 เดือนประมาณ 5-6 ตัว ใส่ลงใน
โหลพอเช้าประมาณ 6-7 โมง ก็เป็นปลาที่เลี้ยงให้พองใส่กันประมาณ 1 นาที เมื่อเห็นว่าดุดีแล้วก็ตัก
ใส่โหลลูกใหม่ปลาก็จะไล่กัดลูกไล่ไปรอบๆ ให้มันไล่อยู่ประมาณ 30 นาที ก็ให้ตักปลาตัวผู้ขึ้น การ
ทำเช่นนี้จะทำให้ปลาว่ายน้ำแข็งแรงไม่ตก
นอกจากการฝึกลูกไล่แล้วก็ต้องฝึก”พานตัวเมีย” โดยเอาปลากัดตัวเมียที่มีขนาดใหญ่
หน่อยนึงลงหมักประมาณ 4-5 วันเพื่อให้ปลาดุแล้วนำมาใส่โหลจากนั้นให้เอาปลากัดตัวผู้ที่เลี้ยงใส่
ลงไปทั้งปลาตัวผู้และปลาตัวเมียจะพองเข้าหากัน คล้ายจะกัดกันมีการวิ่งล่อไปมา การพานตัวเมีย
นี้จะใช้เวลาประมาณ 3-5นาทีก็พอ และเวลาพานตัวเมียนั้นต้องคอยดูตลอดเวลา อย่าให้ปลาตัวผู้
กัดปลาตัวเมียได้ เพราะไม่เช่นนั้นปลาตัวเมียจะกลัว ไม่พองเข้าหาตัวผู้หรือลูกไล่ล่อกับปลาตัวผู้
การพานก็จะไม่มีประโยชน์ การพานนี้ควรทำในช่างบ่าย พอพานเสร็จแล้วก็ให้ตักเอาออกมาใส่ขวด
โหลพักไว้สักครู่หนึ่งจึงให้อาหารพอถึง6 โมงเย็นก็เอาลงอ่างนอนซึ่งเป็นอ่างที่มีลักษณะเดียวกันกับ
อ่างรัดตั้งไว้ในที่สงบ ไม่ให้สะเทือนทำเช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 10-12 วัน ปลาที่เลี้ยงไว้ก็จะสมบูรณ์
กัดไม่แพ้คู่ต่อสู้ ซึ่งเซียนปลากัดมักกล่าวกันว่า”น้ำเลี้ยงดี” เช่นเดียวกับไก่ชน ปลากัดพวกนี้แม้ว่าจะ
มีความดุจริง แต่ถ้าถูกช้อนใส่ขวดใหม่หรือถูกแสงสว่างอย่างกะทันหันมันจะตื่นตกใจได้ง่ายๆ
ปลากัด 20
เหมือนกันดังนั้นก็ต้องมีการฝึกโดยหมั่นเปลี่ยนขวดบ่อยๆไม่ให้ซ้ำลักษณะแบบเดียวกันเป็นการฝึก
ให้ปลาเคยชินกับสถานที่ใหม่ๆ ไม่จำเจ เมื่อถึงเวลานำไปกัดจริง มันก็จะไม่เกิดอาการตื่นเวที การ
ฝึกแบบนี้เรียกว่า”ปลอบ” เทคนิคการนำปลากัดเข้าแข่งขัน ว่ากันว่าปลากัดที่เหมาะแก่การนำเข้า
แข่งขันหรือเพื่อการกัดนั้นจะต้องเป็นปลาที่มีอายประมาณ1 ปีเต็ม เพราะปลากัดอายุ1เต็มจะเป็น
ปลาที่สมบูรณ์แข็งแรง และแกร่งพอที่จะเป็นปลานักสู้ได้อย่างเต็มความสามารถ แต่ความเป็นปลา
กัดเก่งใช่ว่าจะอยู่ที่อายุหรือขนาดของปลาก็หาไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการฝึกหัดปลาด้วย รมถึงการหมัก
ปลากัดให้ไความแกร่ง เกล็ดหนาและปากคมแข็งแรง ซึ่งหลักการเหล่านี้บรรดาเซียนปลากัดแต่ละ
คนจะมีเทคนิคการทำให้ปลาเก่งแตกต่างกันดังจะเห็นได้จาก ป้ายหน้าร้านตามตลาดซันเดย์ว่าเป็น
ปลากัดเก่งจากฉะเชิงเทราบ้าง ราชบุรีบ้าง เพชรบุรีบ้าง นครปฐมบ้างหรือไม่ก็เป็นปลากัดเก่งจาก
ภาคใต้
ส่วนการเทียบคู่ปลาเพื่อการกัดกันนั้น จะอาศัยการวางขวดที่มีปลาพร้อมจะลงสู่สนามกัด
อยู่ในขวด โดยการวางขวดใกล้ๆกัดเพื่อจะได้สังเกตดูขนาดของตัวปลาว่ามีความเหมาะสมที่จะกัด
กันหรือไม่ เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ดูว่าปลาของตนมีขนาดใกล้เคียงกันหรือไม่บางครั้งก็อาศัยความพอใจ
และการตกลงกันของทั้งสองฝ่ายด้วย โดยไม่จำเป็นว่าปลาจะมีขนาดเท่าหรือใกล้เคียงกันเพียงอย่าง
เดียวหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างเทียบปลากันแล้วตกลงที่จะปล่อยปลากัด พวกเขาทั้งสองฝ่ายก็จะเทน้ำ
ออกจากขวดโหลที่ตนใส่ปลามาลงนาชนะที่เตรียมไว้เหลือน้ำในขวดโหลพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงเท
ปลารวมกันเพื่อการแข่งขันกันต่อไป
อนึ่งในการที่บรรดาเซียนปลากัดทั้งหลายจะทำการคัดเลือกปลาของตนเองมาเพื่อการ
แข่งขันกันนี้ก็ต้องอาศัยมือน้ำเลี้ยงดังกล่าวโดยการคัดเลือกปลาที่มีลักษณะเด่นในการกัดเป็นปลา
กัดแม่น กัดรุนแรง กัดเฉพาะที่สำคัญเช่นบริเวณหู
บริเวณกระเพาะ และบริเวณหางหรือตามครีบต่างๆ
ของลำตัวปลา ว่ากันว่าปลากัดเก่งในแต่ละครอกจะมี
ความเก่งเหมือนกันแทบทุกตัว คือหากเป็นประหลาดีก็
จะดีทั้งครอก ตรงกันข้ามหากเสียก็จะเสียทั้งครอก
เช่นกัน “ถ้าขี้แพ้ก็แพ้เหมือนกันทั้งครอกชนะก็ชนะ
เหมือนกันทั้งครอก”
ข้อสำคัญเมื่อปลากัดที่กัดแข่งขันกันชนะแล้วจะ
ไม่สามารถนำปลานั้นมากัดได้อีกเป็นครั้งที่สอง
เนื่องจากว่าปลาจะบอบช้ำเกินไป ควรนำไปเลี้ยงเป็น
พ่อพันธุ์เท่านั้นและควรดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีในการ
พักฟื้นปลา เมื่อปลาพักฟื้นดีแล้วจึงนำไปผสมพันธุ์
ต่อไป ฉะนั้นเมื่อปลากัดผ่านการฝึกฝนที่ดีแล้วย่อมได้เปรียบใน การกัดกันเพื่อการแข่งขันทุกครั้ง
แต่ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของปลาในแต่ละแหล่งด้วยว่ามีความทนทานหนังเหนียวหรือกัดเก่ง
ดีหรือไม่ อย่างเช่นปลากัดที่ขึ้นชื่อคือปลากัดแดริ้ว ปลากัดเพชรบุรี และปลากัดมาเลเซียเป็นต้น.
การทดแทนไขมันในคุกกี้โดยใช้ถั่วลิสงบด Using Ground Peanuts as a Fat Substitute in Cookies
บทคัดย่อ
การนำถั่วลิสงบดที่ผ่านการนึ่งและอบแห้งมาทดแทนเนยสดและทดแทนมาการีนในคุกกี้สูตรควบคุม
ในปริมาณ 20 และ 30 เปอร์เซ็นต์ (โดยน้ำหนักของไขมันทั้งหมด) พบว่า คุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงบด
ทดแทนเนยสดมีสมบัติทางกายภาพและความชอบทางประสาทสัมผัสที่ไม่แตกต่างกับคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสง
บดทดแทนมาการีนในปริมาณที่เท่ากัน คุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงบดทดแทนเนยสดและมาการีนในปริมาณ
20% มีค่าการแผ่กระจาย ค่าความสว่าง และค่าความหืนไม่แตกต่างกับคุกกี้สูตรควบคุมอย่างมี
นัยสำคัญ แต่ได้รับความชอบทางประสาทสัมผัสโดยรวมน้อยกว่าสูตรควบคุม การเพิ่มปริมาณ
ถั่วลิสงบดส่งผลให้คุกกี้มีค่าแรงตัดขาดที่สูงขึ้น มีค่าการแผ่กระจายและปริมาณความชื้นลดลง คุกกี้ที่
ทดแทนไขมันด้วยถั่วลิสงบดในปริมาณ 20% มีปริมาณโปรตีนสูงขึ้นและมีไขมันต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบ
กับสูตรควบคุม การเก็บรักษาคุกกี้ในถุงโพลีเอททีลีน ที่อุณหภูมิห้อง (28 o°C) ทำให้คุกกี้มีความชื้นสูง
ขึ้นและมีเนื้อสัมผัสที่นิ่มลง และสามารถเก็บรักษาได้เป็นเวลา 28 วัน โดยไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด
คำสำคัญ: ถั่วลิสง คุกกี้ ไขมัน
บทนำ
ถั่วลิสง (Peanut) มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ
Arachis hypogaea Linn. เป็นพืชที่มีคุณค่าทาง
โภชนาการสูง เป็นแหล่งของอาหารประเภทโปรตีน
ไขมัน วิตามินบี วิตามินอี แมกเนเซียม โฟเลต และ
เส้นใยอาหาร ถั่วลิสงมีความชื้นอยู่ในช่วง 3.9-
13.2% (Woodroof, 1983) และมีสารประกอบ
p-coumariic acid ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูล
อิสระอยู่ในปริมาณที่สูง ถั่วลิสงอุดมไปด้วยไขมัน
ชนิดต่างๆ ที่สำคัญ คือ oleic acid และ linoleic
acid ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ช่วยลดปัญหา
การอุดตันของไขมันในเส้นเลือด โดยมีปริมาณสูงถึง
80-88% ของไขมันทั้งหมด ถั่วลิสงยังเป็นแหล่ง
ของอาหารประเภทโปรตีน และพลังงาน เนื่องจาก
Abstract
Peanuts, first processed by steaming, drying and then grinding, have been used in a
control cookie as a fat substitute for both butter and margarine. Ground peanuts were
substituted for 20% and 30% of butter and margarine in the cookie (by total weight of
fat). Physical properties and sensory evaluation indicated that the cookie partially
substituting ground peanuts for butter had no significant difference from the cookie
that partially substituted ground peanuts for margarine at the same level. The results
showed that the sensory acceptance of cookies using 20% ground peanuts as a fat
substitute was lower than the control, with no change in cookie spread, lightness
value and TBA value. Effects of ground peanuts were found to decrease cookie
spread, moisture content and high cutting force. The cookie that used 20% ground
peanuts as fat replacer had higher protein and lower fat content than the control. The
cookie had high moisture and low cutting force after being kept in a high density
polyethylene bags at room temperature (28 oC). No bacteria were found after storing
for a 28-day period.
Keywords: Peanut, Cookie, Fat
มีโปรตีน 25-30% และไขมัน 45-50% โปรตีน
ในถั่วลิสงมีปริมาณเทียบเท่ากับถั่วเขียว ถั่วแดง
และถั่วดำ แต่ต่ำกว่าถั่วเหลือง งานวิจัยส่วนใหญ่จึง
ศึกษาเกี่ยวกับสมบัติของถั่วเหลืองและการนำมา
ประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น Obatolu
(2008) ได้ศึกษาผลของน้ำนมถั่วเหลืองที่มีต่อ
คุณภาพและผลผลิตของการผลิตเต้าหู้ Nilufer,
Boyacioglu and Vodovotz (2008) ศึกษาสมบัติ
หน้าที่ของนมผงถั่วเหลืองที่มีต่อผลิตภัณฑ์ขนมปัง
พบว่า การเพิ่มปริมาณนมผงถั่วเหลืองทำให้ปริมาตร
ของขนมปังลดลง และเปลือกขนมปังมีสีเข้มขึ้น
เป็นต้น และได้มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการ
ลดไขมันและพลังงานในผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น
Garzon, Gaines and Palmquist (2003) ได้นำ
wheat flour-lipid composites มาทดแทนไขมัน
3.1 ศึกษาสมบัติทางกายภาพ โดยการวัด
ค่าแรงตัดขาด (นิวตัน) ด้วย Lloyd Texture
Analyser รุ่น LRX วัดค่าความหนาแน่น (กรัม/
มิลลิลิตร) โดยวิธี rapeseed และวัดค่าการแผ่
กระจายของคุกกี้ (cookie spread) ในหน่วย
เซนติเมตรของเส้นผ่านศูนย์กลางของคุกกี้ภายหลัง
การอบ (Oomah and Mathieu, 1988)
3.2 วัดค่าสี L*, a* และ b* ของคุกกี้
โดยใช้เครื่อง HunterLab Digital Color
Difference Meter รุ่น DP-9000 และคำนวณค่า
Chroma จากสูตร Chroma = (a*2 + b*2)1/2 (Cai
and Corke, 1999; Francis, 1985; Kane,
et al., 2003)
3.3 ประเมินผลความชอบทางประสาท
สัมผัสของคุกกี้ ในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น เนื้อ
สัมผัส รสชาติ และความชอบโดยรวม ด้วยวิธี
9-point hedonic scale (1 = ไม่ชอบมากพิเศษ
5 = เฉยๆ 9 = ชอบมากพิเศษ) (Gonzalez-Galan,
et al., 1991) ใช้ผู้ทดสอบชิมทั่วไปจำนวน 50 คน
4. ศึกษาสมบัติทางเคมีกายภาพและอายุ
การเก็บของคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนไขมัน
นำคุกกี้สูตรควบคุมและสูตรที่ใช้ถั่วลิสง
ทดแทนเนยสดและมาการีนที่คัดเลือกมาศึกษา
สมบัติในด้านต่างๆ ดังนี้
4.1 ศึกษาองค์ประกอบทางเคมีในด้าน
ปริมาณความชื้น โปรตีน ไขมัน เส้นใย เถ้า และ
คาร์โบไฮเดรต โดยวิธี The Association of
Official Analytical Chemists (2000)
4.2 ศึกษาปริมาณความชื้น ค่าแรงตัดขาด
และค่าความหืน ของคุกกี้ที่เก็บรักษาในถุงโพลี-
เอทธีลีน ที่อุณหภูมิห้อง (28 o°C) ในสภาพไม่ถูกแสง
โดยวิเคราะห์ปริมาณความชื้นและวัดค่าแรงตัดขาด
ของคุกกี้ในช่วงเวลาการเก็บรักษา 15 วัน และ
วิเคราะห์ค่าความหืน (TBA value) ในหน่วยของ
mg malonaldehyde/kg sample (The
Association of Official Analytical Chemists,
2000) ในช่วงเวลาการเก็บรักษา 26 วัน
4.3 ศึกษาอายุการเก็บโดยวิเคราะห์ปริมาณ
จุลินทรีย์ทั้งหมดของคุกกี้ที่เก็บรักษาในถุงโพลีเอทธิ-
ลีน ในสภาพไม่ถูกแสง ที่อุณหภูมิห้อง (28 o°C)
เป็นเวลา 28 วัน
5. การประเมินผลทางสถิติ
วิเคราะห์ข้อมูลการทดลองทางสถิติแบบ
Completely Randomized Design (CRD)
สำหรับสมบัติทางกายภาพ (ทำการทดลอง 5 ซ้ำ)
และทางเคมี (ทำการทดลอง 3 ซ้ำ) และแบบ
Randomized Completed Block Design
(RCBD) สำหรับการทดสอบทางประสาทสัมผัส
เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดย Duncan’s new multiple
range test (DMRT)
ผลการทดลองและวิจารณ์
จากการนำถั่วลิสงบดละเอียดที่ผ่านการนึ่ง
และอบแห้งที่อุณหภูมิ 65 o°°C เป็นเวลา 1 ชั่วโมง
มาวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในด้านปริมาณ
โปรตีน ไขมัน เส้นใยอาหาร เถ้า ความชื้น และ
คาร์โบไฮเดรต พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.98
49.19 2.56 2.58 2.95 และ 18.7% ตามลำดับ
ในงานวิจัยได้นำถั่วลิสงบดมาทดแทนเนยสดหรือ
ทดแทนมาการีน ในปริมาณ 20 และ 30% (โดยน้ำ
หนักของไขมันทั้งหมด) ศึกษาผลของค่าการแผ่
กระจาย ค่าความหนาแน่น และค่าแรงตัดขาด
เปรียบเทียบกับคุกกี้สูตรควบคุม ดังตารางที่ 1
พบว่า คุกกี้ที่ทดแทนเนยสดด้วยถั่วลิสงมีค่าการแผ่
กระจายไม่แตกต่างจากคุกกี้ที่ทดแทนมาการีนด้วย
ถั่วลิสงที่ปริมาณเท่ากัน คุกกี้สูตรควบคุมมีค่าการ
แผ่กระจายที่ไม่แตกต่างจากคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทน
ไขมันในปริมาณ 20% การทดแทนในปริมาณที่สูง
ขึ้นส่งผลให้คุกกี้มีการแผ่กระจายที่ลดลง คุกกี้ที่ใช้
ถั่วลิสงทดแทนเนยสดและมาการีนมีความหนาแน่น
ไม่แตกต่างกัน แต่มีความหนาแน่นต่ำกว่าคุกกี้สูตร
ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ส่วนค่าแรง
ตัดขาด พบว่า คุกกี้สูตรควบคุมมีค่าแรงตัดขาด
ต่ำสุด การทดแทนไขมันด้วยถั่วลิสงทำให้คุกกี้มี
ค่าแรงตัดขาดที่สูงขึ้น การทดแทนในปริมาณ 30%
มีค่าแรงตัดขาดสูงกว่าการทดแทนในปริมาณ 20%
เนยสดและมาการีนเป็นไขมันที่นิยมใช้ในการผลิต
คุกกี้เนื่องจากทำให้เกิดครีมที่ดีในขั้นตอนการตีปั่น
คุกกี้ที่ได้จะมีเนื้อสัมผัสและโครงสร้างที่ดี คือ มีเนื้อ
แน่นอ่อนนุ่มและมีปริมาตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อยซึ่งเป็น
สมบัติที่ดีของคุกกี้เนยสด คุกกี้สูตรควบคุมใช้เนยสด
และมาการีนเป็นส่วนประกอบของไขมันหลักจึงมี
ค่าแรงตัดขาดที่ต่ำกว่า และมีความหนาแน่นสูงกว่า
คุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนไขมัน ถั่วลิสงทำให้คุกกี้มีค่า
ความหนาแน่นลดลงและมีค่าแรงตัดขาดสูงขึ้น
ความหนาแน่นที่ลดลงและค่าแรงตัดขาดที่สูงขึ้น
แสดงถึงโครงสร้างที่โปร่งกว่าคุกกี้สูตรควบคุมแต่จะ
มีความแข็งสูงขึ้น เนยสดและมาการีนช่วยให้คุกกี้มี
ความอ่อนนุ่ม การเพิ่มปริมาณถั่วลิสงจึงทำให้คุกกี้
มีค่าการแผ่กระจายลดลงและมีเนื้อสัมผัสที่แข็งขึ้น
จากการศึกษาค่าสีของคุกกี้โดยใช้เครื่อง
HunterLab Digital Color Difference Meter
(ตารางที่ 2) พบว่า การใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสดมี
ค่าความสว่าง (L*) ไม่แตกต่างจากสูตรควบคุมอย่าง
มีนัยสำคัญ การใช้ถั่วลิสงทดแทนมาการีนทำให้คุกกี้
มีค่าความสว่างสูงขึ้น การใช้ถั่วลิสงทดแทนมาการีน
30% ทำให้คุกกี้มีค่าความสว่างสูงที่สุด การเพิ่ม
ปริมาณถั่วลิสงบดมีผลต่อโครงสร้างของคุกกี้ทำให้
มีผลต่อความสว่างและค่าความเข้มสีของคุกกี้ที่ได้
จากการคำนวณค่าความเข้มสี หรือค่า chroma
จากสูตร (a*2 + b*2)1/2 พบว่า คุกกี้จากสูตรการ
ทดแทนเนยสดด้วยถั่วลิสงในปริมาณ 20% มีค่า
chroma ไม่แตกต่างจากสูตรควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ
จากการศึกษาความชอบทางประสาทสัมผัส
ของคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงบดทดแทนเนยสดและมาการีน
โดยใช้ 9-point hedonic scale ซึ่งเป็นแบบสอบถาม
ที่วัดความรู้สึกส่วนตัวของผู้ชิมที่ตอบสนองต่อ
ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่กำลังทดสอบ การทดสอบนี้ใช้
ผู้ชิมทั่วไป เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ให้ข้อมูลในแง่
ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความชอบในผลิตภัณฑ์ที่
กำลังทดสอบได้เป็นอย่างดี จากผลการทดสอบดัง
ตารางที่ 3 พบว่า คุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสด
และมาการีนในปริมาณ 20 และ 30% ได้รับ
คะแนนความชอบทางด้านสีไม่แตกต่างจากคุกกี้
สูตรควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P > 0.05) โดยมี
คะแนนเฉลี่ยอยู่ในช่วง 6.52-6.94 แต่จะมีคะแนน
เฉลี่ยความชอบทางด้านกลิ่นรส เนื้อสัมผัส รสชาติ
และความชอบโดยรวมน้อยกว่าสูตรควบคุมอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) การใช้ถั่วลิสงทดแทน
ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบค่าสีของคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนไขมัน
คุกกี้สูตรที่ใช้ถั่วลิสง
ค่าสีของคุกกี้
L*
a*
b*
Chroma
ทดแทนเนยสด 20%
70.33b+±1.15
7.71a±+0.69
34.07a±+0.50
34.93a±+0.85
ทดแทนเนยสด 30%
72.89ab±+1.08
6.51abc±+0.66
32.11b±+0.59
32.76b±+0.98
ทดแทนมาการีน 20%
74.20ab±+1.07
5.22bc±+0.23
32.46b±+0.65
32.88b±+0.98
ทดแทนมาการีน 30%
75.59a±+0.96
4.62c±+0.74
31.21b±+0.45
31.55b±+0.53
คุกกี้สูตรควบคุม
69.71b±+1.05
7.28ab±+0.40
34.23a±+0.13
34.99a±+0.20
หมายเหตุ - ตัวอักษร a, b, c, ที่แตกต่างกันตามแนวตั้ง หมายถึง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความ
เชื่อมั่น 95%
- ค่าสี L* คือ ค่าความสว่าง; a* คือ ค่าสีแดง; b* คือ ค่าสีเหลือง
- Chroma = (a*2 + b*2)1/2
เนยสดในปริมาณ 20% และทดแทนมาการีน
ในปริมาณ 20% มีความชอบทางด้านลักษณะ
ปรากฏ สี กลิ่นรส เนื้อสัมผัส รสชาติ และความ
ชอบโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดย
มีคะแนนเฉลี่ยความชอบโดยรวมเท่ากับ 6.16 และ
6.46 น้อยกว่าสูตรควบคุมที่มีคะแนนเฉลี่ยความ
ชอบโดยรวมเท่ากับ 7.32 เนื่องจากเนยสดและ
มาการีนช่วยให้คุกกี้มีความอ่อนนุ่มและมีกลิ่นรสที่ดี
สูตรควบคุมจึงได้รับคะแนนเฉลี่ยความชอบโดยรวม
สูงกว่าสูตรที่ทดแทนไขมันด้วยถั่วลิสง คุกกี้สูตรที่ใช้
ถั่วลิสงทดแทนเนยสดและมาการีนในปริมาณ
30% มีคะแนนเฉลี่ยความชอบโดยรวมเท่ากับ
5.98 และ 5.88 ตามลำดับ ซึ่งมีค่าน้อยกว่าการ
ทดแทนที่ 20% ดังนั้น จึงเลือกใช้การทดแทนใน
ปริมาณ 20% มาศึกษาอายุการเก็บเปรียบเทียบกับ
สูตรควบคุมต่อไป
ทางสถิติ และมีค่า chroma สูงกว่าสูตรที่ทดแทน
จากการนำคุกกี้สูตรที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสด
20% และทดแทนมาการีน 20% มาศึกษาปริมาณ
ความชื้นและค่าแรงตัดขาดเปรียบเทียบกับคุกกี้สูตร
ควบคุม ที่เก็บรักษาในถุงโพลีเอทธีลีน ที่อุณหภูมิห้อง
(28 o°C) เป็นเวลา 15 วัน พบว่า คุกกี้สูตรควบคุม
มีปริมาณความชื้นสูงกว่าคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทน
เนยสดและมาการีน เนื่องจากในงานวิจัยนี้ได้ใช้
ถั่วลิสงบดที่ผ่านการอบแห้งจนมีปริมาณความชื้น
เท่ากับ 2.95% เมื่อนำมาทดแทนส่วนประกอบของ
ไขมันในคุกกี้ คือ เนยสดและมาการีน จึงทำให้คุกกี้
มีความชื้นลดลง และมีค่าแรงตัดขาดที่สูงขึ้น คุกกี้
ทั้ง 3 สูตร ที่เก็บรักษาในถุงโพลีเอทธีลีนที่อุณหภูมิห้อง
มีความชื้นที่สูงขึ้น และมีค่าแรงตัดขาดที่ลดลง ดัง
รูปที่ 1 และ 2 โดยในคุกกี้สูตรที่ใช้ถั่วลิสงทดแทน
เนยสด สูตรที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนมาการีน และสูตร
ควบคุม มีความชื้นเท่ากับ 3.48 3.80 และ 4.53%
ตารางที่ 3 ผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสของคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนไขมัน
คะแนนเฉลี่ยความชอบทางด้าน
ลักษณะ
ปรากฏ
สี
กลิ่นรส
เนื้อสัมผัส
รสชาติ
ความชอบโดยรวม
เนยสด 20%
6.46b
±+0.86
6.54a
+±1.08
6.14b
+±1.22
6.06bc
+±1.15
6.04bc
+±1.35
6.16bc
+±1.32
เนยสด 30%
6.78b
+±1.05
6.66a+±
0.79
5.80bc
+±0.92
5.90bc
+±1.20
5.60cd
+±1.02
5.98c
+±1.09
มาการีน 20%
6.84ab
+±0.98
6.52a
±+1.01
6.04b
+±0.88
6.28b
±+1.12
6.34b
+±1.35
6.46b
+±1.18
มาการีน 30%
สูตรควบคุม
7.04a
+±1.05
6.96a
±+1.01
6.94a
+±1.11
6.78a
+±1.08
5.44c
+±1.02
6.68a
±+1.33
5.66c
+±1.08
6.88a
±+1.03
5.52d
+±1.27
7.38a
+±1.05
5.88c
+±1.22
7.32a
+±1.03
หมายเหตุ - ตัวอักษร a, b, c ที่แตกต่างกันตามแนวตั้ง หมายถึง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความ
เชื่อมั่น 95% เมื่อเปรียบเทียบโดย DMRT
ตามลำดับ ในวันที่ 3 ของการเก็บรักษา และมีค่า
เพิ่มขึ้นเป็น 3.59 4.08 และ 5.52 % ตามลำดับ ใน
วันที่ 15 ของการเก็บรักษา และมีค่าแรงตัดขาด
เท่ากับ 16.09 15.35 และ 12.38 นิวตัน ตามลำดับ
ในวันที่ 3 ของการเก็บรักษา ลดลงเหลือเท่ากับ
14.80 12.41 และ 11.08 นิวตัน ตามลำดับ ใน
วันที่ 15 ของการเก็บรักษา คุกกี้สูตรที่ใช้ถั่วลิสง
ทดแทนมาการีน มีปริมาณความชื้นและค่าแรง
ตัดขาดที่ใกล้เคียงกับสูตรควบคุมมากกว่าคุกกี้สูตรที่
ใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสด และจากการวิเคราะห์ทาง
สถิติ พบว่า การใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสดและทดแทน
มาการีนในปริมาณ 20% มีค่าแรงตัดขาดที่ไม่
แตกต่างกันตลอดอายุการเก็บรักษา 12 วัน แต่มี
ความชื้นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(p < 0.05) แสดงว่าการใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสด
และมาการีนไม่มีความแตกต่างทางด้านเนื้อสัมผัส
คุกกี้สูตรที่ใช้
ถั่วลิสงทดแทน
ผศ. สิรินาถ ตัณฑเกษม ผศ. สุภางค์ เรืองฉาย
วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2554121
แต่จะมีผลต่อความชื้นของคุกกี้ การใช้ถั่วลิสงทดแทน
มาการีนทำให้คุกกี้มีปริมาณความชื้นลดลงน้อยกว่า
การใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสดเนื่องจากการใช้ถั่วลิสง
ทดแทนมาการีนยังมีส่วนประกอบของเนยสดอยู่
ครบ มาการีนช่วยในการตีให้ขึ้นฟูได้มากกว่าเนยสด
เนยสดทำให้คุกกี้มีเนื้อสัมผัสที่แน่นกว่าการใช้
มาการีน จึงมีผลต่อการกักเก็บความชื้นในผลิตภัณฑ์
การใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสดจึงทำให้คุกกี้มีความชื้น
ที่ลดลงมากกว่า
ภาพที่ 1 ปริมาณความชื้นของคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนไขมันในปริมาณ 20% บรรจุในถุงโพลีเอทธีลีน เก็บรักษา
เป็นเวลา 15 วัน ที่อุณหภูมิห้อง (28 °oC)
ภาพที่ 2 ค่าแรงตัดขาดของคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนไขมันในปริมาณ 20% บรรจุในถุงโพลีเอทธีลีน เก็บรักษา
เป็นเวลา 15 วัน ที่อุณหภูมิห้อง (28 °oC)
▲
▲
การทดแทนไขมันในคุกกี้โดยใช้ถั่วลิสงบด
122 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2554
จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของ
คุกกี้สูตรที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสด 20% และ
ทดแทนมาการีน 20% เปรียบเทียบกับคุกกี้สูตร
ควบคุม ดังตารางที่ 4 พบว่า คุกกี้สูตรที่ใช้ถั่วลิสง
ทดแทนเนยสด และคุกกี้สูตรที่ใช้ถั่วลิสงทดแทน
มาการีน ในปริมาณ 20% มีปริมาณโปรตีนเท่ากับ
6.23 และ 6.24% มีค่าสูงกว่าคุกกี้สูตรควบคุมที่มี
โปรตีนเท่ากับ 4.85% และมีไขมันเท่ากับ 27.81
และ 26.91% ต่ำกว่าสูตรควบคุมที่มีไขมันเท่ากับ
29.62% คุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสดและทดแทน
มาการีน 20% มีปริมาณความชื้นลดลง มีปริมาณ
เส้นใย เถ้า และคาร์โบไฮเดรตไม่แตกต่างกับสูตร
ควบคุม เนื่องจากตัวอย่างถั่วลิสงบดที่ใช้ในงานวิจัย
นี้มีปริมาณโปรตีน ไขมัน และความชื้น เท่ากับ
23.98 49.19 และ 2.95% ตามลำดับ การใช้
ถั่วลิสงทดแทนเนยสดและมาการีนจึงส่งผลทำให้
คุกกี้มีปริมาณโปรตีนที่สูงขึ้น มีปริมาณไขมันและ
ความชื้นที่ลดลง จากนั้นได้ทดลองศึกษาอายุการ
เก็บรักษาของคุกกี้ที่บรรจุในถุงโพลีเอทธิลีนที่
อุณหภูมิห้อง (28 o°C) โดยการวิเคราะห์ปริมาณ
จุลินทรีย์ทั้งหมดเนื่องจากสูตรคุกกี้ที่ใช้ในการ
ทดลองเป็นคุกกี้เนยชนิดอ่อน มีปริมาณความชื้นสูง
เมื่อเปรียบเทียบกับคุกกี้ชนิดอื่น และในส่วนผสม
มีไข่ไก่ในปริมาณสูงเพื่อช่วยในการให้โครงสร้างแก่
คุกกี้ชนิดนี้ ในการศึกษาอายุการเก็บจึงวิเคราะห์
ปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดในคุกกี้ทั้ง 3 สูตร และจาก
การวิเคราะห์ พบว่า สามารถเก็บรักษาคุกกี้ในถุง
โพลีเอทธิลีน ที่อุณหภูมิห้อง (28 oC) ได้เป็นเวลา
28 วัน โดยไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด
ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบองค์ประกอบทางเคมีของคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนไขมัน
คุกกี้สูตรที่ใช้
ถั่วลิสงทดแทน
องค์ประกอบทางเคมี (% โดยน้ำหนัก)
โปรตีน
ไขมัน
เส้นใย
เถ้า
ความชื้น
คาร์โบไฮเดรต
เนยสด 20%
6.23a
+±0.07
27.81b
±+0.22
0.95a
+±0.04
1.10a
+±0.09
3.48b
+±0.09
60.43a
+±0.59
มาการีน 20%
6.24a
±+0.06
26.91b
+±0.28
0.93a
+±0.07
1.10a
+±0.02
3.80b
+±0.05
61.02a
±+0.34
คุกกี้สูตรควบคุม
4.85b
±+0.01
29.62a
±+0.35
0.59a
±+0.02
1.09a
+±0.06
4.53a
+±0.04
59.32a
+±0.21
หมายเหตุ ตัวอักษร a, b ที่แตกต่างกันตามแนวตั้ง หมายถึง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
ความเชื่อมั่น 95% เมื่อเปรียบเทียบโดย DMRT
การทดแทนไขมันในคุกกี้โดยใช้ถั่วลิสงบด
124 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2554
สรุปผลการทดลอง
ถั่วลิสงบดละเอียดที่ผ่านกรรมวิธีการนึ่งและ
อบแห้ง สามารถนำมาใช้ลดปริมาณไขมันใน
ผลิตภัณฑ์คุกกี้ โดยคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงบดทดแทนเนย
สดมีผลการทดสอบทางกายภาพและทางประสาท
สัมผัสไม่แตกต่างกับคุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงบดทดแทน
มาการีนที่ระดับเดียวกัน การเพิ่มปริมาณถั่วลิสง
ส่งผลให้คุกกี้มีค่าแรงตัดขาดที่สูงขึ้น มีค่าการแผ่
กระจายและมีความชื้นลดลง คุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสง
ทดแทนเนยสดและมาการีนในปริมาณ 20% ได้รับ
ความชอบทางประสาทสัมผัสโดยรวมน้อยกว่าคุกกี้
สูตรควบคุม แต่มีค่าการแผ่กระจาย ค่าความสว่าง
และค่าความหืนไม่แตกต่างกับสูตรควบคุมอย่างมี
นัยสำคัญ คุกกี้ที่ใช้ถั่วลิสงทดแทนเนยสดและ
มาการีนในปริมาณ 20% มีปริมาณโปรตีนสูงขึ้น
และมีไขมันต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบกับสูตรควบคุม
และสามารถเก็บรักษาในถุงโพลีเอททีลีน (High
density polyethylene) ที่อุณหภูมิห้อง (28 o°C)
เป็นเวลา 28 วัน โดยไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด
บรรณานุกรม
The Association of Official Analytical Chemists.
2000. Official Method of Analysis.
16 th ed. Washington DC: AOAC.
Cai, Y., and Corke, H. 1999. “Amaranthus
Betacyanin Pigments Applied in Model
Food Systems.” Journal of Food
Science. 64: 869-873.
Francis, F.J. 1985. ”Blueberries as a
Colorant Ingredient in Food Products.”
Journal of Food Science. 50: 754-757.
Garzon, G.A., Gaines, C.S., and Palmquist,
D.E. 2003. “Use of Wheat Flour-Lipid
and Waxy Maize Starch-Lipid
Composites in Wire-Cut Formula
Cookies.” Journal of Food Science.
68: 654-659.
Gonzalez-Galan, A., et al. 1991. “Sensory and
Nutritional Properties of Cookies Based
on Wheat-Rice-Soybean Flours Baked
in a Microwave Oven.” Journal of
Food Science. 56: 1699-1702.
Kane, A.M., et al. 2003. “Comparison of Two
Sensory and Two Instrumental
Methods to Evaluate Cookie Color.”
Journal of Food Science. 68: 1831-
1837.
Nilufer, D., Boyacioglu, D., and Vodovotz, Y.
2008. “Functionality of Soymilk Powder
and Its Components in Fresh Soy
Bread.” Journal of Food Science. 73:
275-281.
Obatolu, V.A. 2008. “Effect of Different
Coagulants on Yield and Quality of
Tofu from Soymilk.” Food Research
Technology. 45: 467-472.
Oomah, B.D. and Mathieu, J.J. 1988.
“Functionality of Commercially
Produced Wheat Flour Solubles in
Cakes, Cookies, and Wieners.” Journal
of Food Science. 53: 1787-1791.
Woodroof, J.G. 1983. Peanut: Production
Processing Products. New York: The
AVI Publishing.
ผศ. สิรินาถ ตัณฑเกษม ผศ. สุภางค์ เรืองฉาย
วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2554125
Asst. Prof. Sirinard Tantakasem received her Master of Science degree in
Food Technology from Chulalongkorn University, Thailand. She is currently
a lecturer at the School of Science and Technology, University of the Thai
Chamber of Commerce. Her current research includes sensory and nutritive
qualities of food and product development.
Asst. Prof. Supang Ruangchai received her Master of Science degree in
Agro-Industrial Product Development from Kasetsart University, Thailand. She
is currently working at the School of Science and Technology, University of
the Thai Chamber of Commerce. Her current research includes Product
Development, Sensory Evaluation and Food Marketing.
การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตข้าวโพดหวานในระบบการปลูกข้าว-ถั่วเหลือง-ข้าวโพดหวาน (Appropriate Technology for Sweet Corn Production in Rice-Soybean Cropping System Type)
แบบรายงานเรื่องเต็ม ผลงานวิจัยที่สิ้นสุด ปีงบประมาณ 2550
1. แผนงานวิจัยหลัก 20. แผนงานวิจัยการทดสอบเทคโนโลยีการผลิตในพื้นที่
2. โครงการวิจัย 64. การศึกษาระบบการผลิต
กิจกรรม 2 มาตรฐานคุณภาพ
กิจกรรมย่อย 2.4 การพัฒนาระบบการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพด
3. ชื่อการทดลอง 2.4.3การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตข้าวโพดหวานในระบบการปลูกข้าว-ถั่วเหลือง-ข้าวโพดหวาน
(Appropriate Technology for Sweet Corn Production in Rice-Soybean Cropping System Type)
4. คณะผู้ดำเนินงาน
หัวหน้าโครงการวิจัย นางพัชรี เนียมศรีจันทร์ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2
หัวหน้าการทดลอง นางสาวละอองดาว แสงหล้า ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
ผู้ร่วมงาน (การทดลอง) นางสาวรัชนี โสภา ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
นางสาวอ้อยทิน จันทร์เมือง ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
นายวิระศักดิ์ เทพจันทร์ ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
นายบุญญา อนุสรณ์รัชดา ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
นายสุทัด ปินตาเสน ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
นายสุพัฒน์ ว่านเครือ ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
นายนพพร ทองเปลว ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
นางวาสนา พัฒนมงคล ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
นางสาวกาญจนา จันแก้ว ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
นางศรัญญา พวงมาลัย ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่
5. บทคัดย่อ
ดำเนินการทดสอบเทคโนโลยีแบบเปรียบเทียบระหว่าง วิธีปรับใช้ของชุดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดหวานจากคำแนะนำของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กับวิธีของเกษตรกรในเขตภาคเหนือตอนบน ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่และแปลงทดลองพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ผลการทดลองพบว่าระบบที่ 1 (ข้าว-ข้าวโพด) วิธีเกษตรกรผลผลิตฝักสดต่อไร่สูงกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ในทั้ง 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ไฮบริกซ์ 3, พันธุ์ฮันนี่สวีทเตอร์ # 27 และพันธุ์ซูการ์ # 75 โดยพันธุ์ซูการ์ # 75 ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงที่สุดในระบบการปลูกข้าว-ข้าวโพดหวาน รองลงมาคือพันธุ์ฮันนี่สวีทเตอร์ # 27 และพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ตามลำดับ ในระบบที่ 2 (ข้าว-ถั่วเหลือง-ข้าวโพดหวาน) การ
ผลิตข้าวโพดหวานโดยใช้เทคโนโลยีการปรับใช้ทำให้ได้ผลผลิต/ไร่และกำไรสูงกว่าวิธีเกษตรกร โดยพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 และซูการ์# 75 ให้ผลผลิตใกล้เคียงกัน ในระบบที่ 3 (ข้าวโพดหวานอย่างเดียว) วิธีเกษตรกรผลผลิตฝักสด/ไร่เฉลี่ยในทั้งสองปีสูงกว่าวิธีปรับใช้ทั้ง พันธุ์ไฮบริกซ์ 3 และพันธุ์ซูการ์ # 75 โดยพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ให้ผลตอบแทน/ไร่โดยเฉลี่ยทั้งสองปีสูงกว่าพันธุ์ซูการ์ # 75
6. คำนำ
ข้าวโพดหวานเป็นข้าวโพดฝักสดชนิดหนึ่ง ที่นิยมบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เนื่องจากมีรสชาติหวานและมีความมัน มีรายงานว่า ข้าวโพดหวานอุดมไปด้วย คาร์โบไฮเดรท โฟเลต ไนอาซีน ไทยอามีน วิตามินอี และ ซี (Kemble and Dangler, 2004) และเป็นพืชที่ปลูกง่าย ใช้ระยะเวลาในการผลิตสั้น มีความเสี่ยงต่ำ ใช้สารเคมีน้อย นอกจากนี้ยังเหมาะสมกับเกษตรกรในชนบท โดยเฉพาะในเขตที่มีน้ำและสามารถปลูกได้ทั้งปี เป็นพืชที่มีศักยภาพการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศอยู่ในระดับสูง จึงทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยแหล่งปลูกจะอยู่กระจัดกระจายทั่วไป สำหรับเขตภาคเหนือตอนบนมีพื้นที่ปลูก (24%) คิดเป็นอันดับ 2 รองจากภาคตะวันตก (33%) แหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน และ แม่ฮ่องสอน โดยในปีเพาะปลูก 2543-2546 มีพื้นที่ปลูกอยู่ระหว่าง 157,539-210,271 ไร่ และมีผลผลิตอยู่ในช่วง 253,394-355,978 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,668-1,727 กิโลกรัมต่อไร่(วันชัย และ วิไลวรรณ, 2549) ปัจจุบันในประเทศไทยมีตลาดข้าวโพดหวานอยู่ 2 รูปแบบ คือ ตลาดบริโภคฝักสด ซึ่งมีทั้งฝักสดบริโภคภายในประเทศและฝักสดแช่แข็งส่งออก และยังมีอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป โดยตลาดมีลักษณะความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน มีมูลค่าการส่งออกปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ในปี 2545 โรงงานแปรรูปทั้งหมดภายในประเทศต้องการผลผลิตข้าวโพดหวาน 1,200 ตันต่อวัน และเพิ่มเป็น 1,700 ตันต่อวัน ในปี 2546 (สถาบันวิจัยพืชไร่, 2546) และถือว่าประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวโพดหวานในรูปบรรจุกระป๋องได้เป็นอันดับ 3 ของโลก และปริมาณผลผลิตคิดเป็นอันดับ 8 ของโลก (Food and Agriculture Organization, 2004) โดยผลผลิตที่ส่งโรงงานเพื่อแปรรูปจะต้องมีลักษณะมาตรฐานคือ เป็นฝักสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงทำลาย ขนาดฝักสดปอกเปลือกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ความยาว 12-18 เซนติเมตร น้ำหนัก 200-250 กรัมต่อฝัก เมล็ดเรียงเป็นระเบียบ 14-16 แถว ๆ หนึ่งมี 30-40 เมล็ด มีสีสม่ำเสมอทั้งฝักและตรงตามพันธุ์ นอกจากนี้ต้องมีความหวานไม่ต่ำกว่า 14 บริกซ์ และคงความหวานไม่ต่ำกว่า 36 ชั่วโมง (กรมวิชาการเกษตร, 2545) สำหรับพื้นที่การปลูกข้าวโพดหวานในเขตภาคเหนือตอนบนนั้น ยังขาดการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ทั้งการใช้พันธุ์ เขตกรรม การกำจัดศัตรูพืช ต้นทุนการผลิต ผลผลิตรวมไปถึงคุณภาพที่ได้เพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดแนวทางการพัฒนาการผลิตข้าวโพดหวานต่อไป
7. อุปกรณ์วิธีการ
อุปกรณ์
- เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ฮันนี่สวีทเตอร์ # 27 และ พันธุ์ซูการ์ # 75
- ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 16-20-0 13-13-21 และสูตร 15-15-15
- สารเคมีป้องกันและกำจัดโรค-แมลง- วัชพืช
- อุปกรณ์ปฏิบัติงานในไร่-นา
วิธีการ
ดำเนินการทดสอบเทคโนโลยีแบบเปรียบเทียบระหว่างวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดหวานจากคำแนะนำของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กับวิธีของเกษตรกร โดยสำรวจข้อมูลวิธีการปลูกข้าวโพดหวานจากเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ (ตารางผนวกที่ 1) ทำการทดลองโดยเตรียมพื้นที่ปลูก เก็บตัวอย่างดิน นำไปวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน เตรียมแปลงปลูกตามแต่ละวิธีการปลูกข้าวโพดหวาน และใส่ปุ๋ยโดยวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดหวานของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทจะใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำจากค่าวิเคราะห์ดิน ดูแลรักษาและให้น้ำตามสภาวะฝนและความต้องการของพืช เก็บเกี่ยวหลังจากข้าวโพดหวานออกไหม 18-20 วัน หรือตามอายุของพันธุ์
บันทึกข้อมูลวันปฏิบัติการต่างๆ เช่น วันปลูก วันงอก วันออกไหม และวันเก็บเกี่ยว วิเคราะห์องค์ประกอบของผลผลิต และผลผลิต ได้แก่ ความสูงต้น ความสูงฝัก จำนวนต้นเก็บเกี่ยว จำนวนฝักเก็บเกี่ยว จำนวนฝักต่อต้น น้ำหนักฝักทั้งเปลือกต่อฝัก น้ำหนักฝักปอกเปลือกต่อฝัก น้ำหนักฝักทั้งเปลือกต่อไร่ และน้ำหนักฝักปอกเปลือกต่อไร่ ค่าความหวาน (Brix) บันทึกข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน
8. ระยะเวลาทำการทดลอง
ธันวาคม 2549 ถึง 30 ตุลาคม 2550
9. สถานที่ทำการทดลอง
แปลงทดลองและขยายพันธุ์พืชพร้าว และ ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
10. ผลการทดลองและวิจารณ์
ระบบที่ 1 (ข้าว-ข้าวโพดหวาน)
จากผลการทดลองในปี 2549 และ 2550 พบว่าวิธีเกษตรกรให้น้ำหนักฝักสดทั้งเปลือกต่อไร่ น้ำหนักฝักสดปอกเปลือกต่อไร่ จำนวนฝักเก็บเกี่ยวต่อไร่ และค่าความหวานของข้าวโพดหวานทั้ง 2 พันธุ์ในทั้งสองปีสูงกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท และเมื่อพิจารณาน้ำหนักฝักทั้งเปลือกต่อฝัก และน้ำหนักฝักปอกเปลือกต่อฝัก พบว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทมีน้ำหนักฝักทั้งเปลือกต่อฝัก และน้ำหนักฝักปอกเปลือกต่อฝักสูงกว่าวิธีเกษตรกรในทั้ง 2 ปี และเมื่อพิจารณาผลตอบแทนต่อไร่ พบว่าวิธีเกษตรกรให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยในพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 14,106 และ 11,981.50 บาทต่อไร่ ตามลำดับ ในพันธุ์ฮันนี่สวีทเตอร์ # 27 14,017 และ 12,977 บาทต่อไร่ และในพันธุ์ซูการ์ # 75 14,470 และ 13,680 บาทต่อไร่ ตามลำดับ(ตารางภาคผนวกที่ 2 และ 3)
ระบบที่ 2 (ข้าว-ถั่วเหลือง-ข้าวโพดหวาน)
ปี 2549 พบว่าผลผลิตข้าวโพดหวานทั้งเปลือกมีค่าไม่แตกต่างกัน โดยมีค่าดังนี้ 2,499 และ 2,567 กก./ไร่ สำหรับวิธีปรับใช้และวิธีเกษตรกร ตามลำดับ วิธีเกษตรกรมีค่าสูงกว่าเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีจำนวนต้นเก็บเกี่ยวและจำนวนฝักเก็บเกี่ยว/ไร่สูงกว่าวิธีเกษตรกร นอกจากนี้ยังมีขนาดฝักทั้งเปลือกที่ใหญ่ โดยมีน้ำหนักฝักทั้งเปลือก/ฝัก (274.87 กรัม/ฝัก) สูงกว่าวิธีปรับใช้ (240.44 กรัม/ฝัก) ส่วนต้นทุนการผลิตพบว่าวิธีเกษตรกรมีค่า(6,235 บาท/ไร่) ต่ำกว่าวิธีแนะนำ (6,495 บาท/ไร่) เล็กน้อย ทำให้วิธีเกษตรกรสามารถทำรายได้สูงกว่าวิธีปรับใช้เล็กน้อยเช่นกัน ทำให้วิธีเกษตรกรมีกำไร 3,520 บาท/ไร่ สูงกว่าวิธีปรับใช้ ซึ่งมีค่า 3,001 บาท/ไร่ ส่วนความหวานพบว่ามีค่าใกล้เคียงกันคือ 14.75-15.00 องศาบริกซ์ (ตารางภาคผนวกที่ 4 )
ปี 2550 ในตารางภาคผนวกที่ 5 พบว่าผลผลิตข้าวโพดหวานทั้งเปลือกในพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 มีค่าแตกต่างกัน โดยวิธีปรับใช้มีค่าคือ 4,425 บาท/ไร่ สูงกว่าวิธีเกษตรกรซึ่งมีค่า ส่วน 4,051 กก./ไร่ เป็นผลมาจากการมีขนาดฝักที่ใหญ่ โดยมีน้ำหนักฝักทั้งเปลือก/ฝัก (379.1 กรัม/ฝัก) สูงกว่าวิธีเกษตรกร (362.0 กรัม/ฝัก) ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนต้นเก็บเกี่ยวและจำนวนฝักเก็บเกี่ยว/ไร่ต่ำกว่าวิธีวิธีเกษตรกร ส่วนต้นทุนการผลิตพบว่าวิธีเกษตรกรมีค่า(6,215 บาท/ไร่) ต่ำกว่าวิธีปรับใช้ (6,475 บาท/ไร่) เล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตาม วิธีปรับใช้สามารถทำรายได้สูงกว่าวิธีเกษตรกรเล็กน้อยเช่นกัน ทำให้วิธีปรับใช้มีกำไร 10,241 บาท/ไร่ สูงกว่าวิธีเกษตรกร ซึ่งมีค่า 9,077 บาท/ไร่ ส่วนความหวานพบว่ามีค่าใกล้เคียงกันคือ 13.8-13.5 องศาบริกซ์ สำหรับพันธุ์ซูการ์ #75 พบว่าวิธีปรับใช้มีผลผลิตทั้งเปลือก 4,250 กก./ไร่ สูงกว่าวิธีเกษตรกร 3,969 กก./ไร่ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีขนาดฝักทั้งเปลือกใหญ่กว่า โดยมีน้ำหนักทั้งเปลือก 322.9 กรัม/ฝัก สูงกว่าวิธีเกษตรกร ซึ่งมีค่า 305.6 กรัม/ฝัก ถึงแม้ว่าต้นทุน(6,215 บาท/ไร่) ของวิธีเกษตรกรมีค่าต่ำกว่าวิธีปรับใช้(6,475 บาท/ไร่) แต่วิธีเกษตรกรสามารถทำรายได้สูงกว่าวิธีเกษตรกร ทั้งนี้เนื่องจากการมีผลผลิตที่สูงกว่าวิธีเกษตรกรร และทำให้มีกำไรสุทธิเป็น 9,679 บาท/ไร่ สูงกว่าวิธี(8,867 บาท/ไร่) เกษตรกร ส่วนความหวานมีค่าอยู่ระหว่าง 13.9-14.2 องศาบริกซ์
ระบบที่ 3 (ข้าวโพดหวานอย่างเดียว)
ปี 2549 พบว่าวิธีเกษตรกรมีน้ำหนักฝักสดทั้งเปลือกต่อไร่ น้ำหนักฝักสดปอกปลือกต่อไร่ และจำนวนฝักเก็บเกี่ยวต่อไร่สูงกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ในข้าวโพดหวานทั้งสองพันธุ์ ได้แก่พันธุ์ไฮบริกซ์ 3 และพันธุ์ซูการ์ # 75 และเมื่อพิจารณาค่าความหวาน พบว่า วิธีเกษตรกรให้ค่าความหวานในพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 สูงกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท แต่พบว่าทั้งสองวิธีการให้ค่าความหวานเท่ากันในพันธุ์ซูการ์ # 75 (ตารางภาคผนวกที่ 7)
ปี 2550 พบว่าในพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 วิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทให้น้ำหนักฝักสดทั้งเปลือกต่อไร่ น้ำหนักฝักสดปอกเปลือกต่อไร่ น้ำหนักฝักสดทั้งเปลือกต่อฝัก และน้ำหนักฝักสดปอกเปลือกต่อฝักสูงกว่าวิธีเกษตรกร แต่เมื่อพิจารณาจำนวนฝักเก็บเกี่ยว พบว่าวิธีเกษตรกรมีจำนวนฝักเก็บเกี่ยวต่อไร่สูงกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท (4,817
และ 4,505 ฝักต่อไร่ ตามลำดับ) โดยทั้งสองวิธีการมีค่าความหวานของข้าวโพดหวานพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ใกล้เคียงกัน (13.8 และ 13.9 ตามลำดับ) สำหรับในพันธุ์ซูการ์ # 75 พบว่าวิธีเกษตรกรมีน้ำหนักฝักสดทั้งเปลือกต่อไร่ น้ำหนักฝักสดปอกปลือกต่อไร่ จำนวนฝักเก็บเกี่ยวต่อไร่ และค่าความหวานสูงกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท แต่วิธีเกษตรกรมีน้ำหนักฝักทั้งเปลือกต่อฝักและน้ำหนักฝักปอกเปลือกต่อฝักน้อยกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท เมื่อพิจารณาผลตอบแทนเฉลี่ยในทั้งสองปี ในทั้งสองพันธุ์ พบว่าวิธีเกษตรกรให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท โดยในพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11,540.50 และ 10,478.50 บาทต่อไร่ ตามลำดับ และในพันธุ์ซูการ์ # 75 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11,214 และ 9,745.50 บาทต่อไร่ ตามลำดับ (ตารางภาคผนวกที่ 8 )
11. สรุปผลการทดลอง
ระบบที่ 1 (ข้าว-ข้าวโพด)
วิธีเกษตรกรผลผลิตฝักสดต่อไร่สูงกว่าวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ในทั้ง 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ไฮบริกซ์ 3, พันธุ์ฮันนี่สวีทเตอร์ # 27 และพันธุ์ซูการ์ # 75 โดยพันธุ์ซูการ์ # 75 ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงที่สุดในระบบการปลูกข้าว-ข้าวโพดหวาน รองลงมาคือพันธุ์ฮันนี่สวีทเตอร์ # 27 และพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ตามลำดับ
ระบบที่ 2 (ข้าว-ถั่วเหลือง-ข้าวโพดหวาน)
การผลิตข้าวโพดหวานโดยใช้เทคโนโลยีการปรับใช้มีแนวโน้มทำให้ได้ผลผลิต/ไร่และกำไรสูงกว่าวิธีเกษตรกร โดยพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 และซูการ์# 75 ให้ผลผลิตใกล้เคียงกัน
ระบบที่ 3 (ข้าวโพดหวานอย่างเดียว)
วิธีเกษตรกรผลผลิตฝักสด/ไร่เฉลี่ยในทั้งสองปีสูงกว่าวิธีปรับใช้ทั้ง พันธุ์ไฮบริกซ์ 3 และพันธุ์ซูการ์ # 75 โดยพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ให้ผลตอบแทน/ไร่โดยเฉลี่ยทั้งสองปีสูงกว่าพันธุ์ซูการ์ # 75
12. การนำไปใช้ประโยชน์
ผลการทดลองที่ได้ควรนำไปพัฒนาต่อ โดยการนำชุดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดหวานของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทมาปรับใช้ในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนบน จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ดิน และปรับระยะปลูก รวมถึงการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละแหล่งปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและต้นทุนต่ำ โดยอาศัยข้อมูลการปลูกข้าวโพดหวานของเกษตรกรในพื้นที่เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ควรศึกษาชนิดของพันธุ์ข้าวโพดหวานที่เหมาะสมและให้ผลตอบแทนสูงควบคู่ไปด้วย
13. เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการเกษตร.2545.เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับข้าวโพดหวาน.กรมวิชาการเกษตร. กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์. 26 หน้า.
วันชัย ถนอมทรัพย์ และวิไลวรรณ พรหมคำ. 2549 (October, 2549). ความสำคัญ สถานการณ์การผลิต
แหล่งปลูกและการตลาด. (Online) Available URL:
http://www.doa.go.th/fieldcrops/vcorn/eco/index.HTM.
สถาบันวิจัยพืชไร่. 2546. ข้าวโพดฝักสด. สรุปรายงานผลงานวิจัยพืชไร่ประจำปี 2546.สถาบันวิจัยพืชไร่
กรมวิชาการเกษตร 115-139 น.
Food and Agriculture Organization.2004.(Novenber 11, 2004).Area Harvested and
Production. World Sweet Corn(Green maize) 1990-2003. (Online) Available URL:
http://www.ers.usda.gov/data/sdp/view.asp
Klemble J. M., and J.M., Dangler.2001. (November 8,2004) .Home and Market Garden.
Sweet Corn.(online). Available URL: http;// www.cahe.nmsu.edu/pubs/-h/h-223.html.
14. ภาคผนวก
ตารางผนวก 1 เปรียบเทียบวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท และวิธีเกษตรกรใน แปลงปลูกข้าวโพดหวาน ในระบบ
การปลูกข้าวโพดหวานอย่างเดียว
วิธีดำเนินการ
วิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท
วิธีเกษตรกรเขตภาคเหนือตอนบน
1.ช่วงปลูก
ปีละ 2 ครั้ง
ตลอดปี
2.พันธุ์
ลูกผสมเอกชน
ลูกผสมเอกชน จำนวน 2 พันธุ์
3.อัตราเมล็ดพันธุ์
1 กิโลกรัมต่อไร่
1 กิโลกรัมต่อไร่
4.การเตรียมดิน
ไถดะ 1 ครั้ง ตากดินไว้ 2 สัปดาห์
ไถแปร 1-2 ครั้ง ทำร่องปลูก
ไถดะ 1 ครั้ง ตากดินไว้ 2 สัปดาห์
ไถแปร 1 ครั้ง ทำร่องปลูก
5.อัตราปลูกและระยะปลูก
แถวคู่ ยกร่องระหว่างแถว 150 ซม.
ระยะปลูก 25- ซม. 1 ต้นต่อหลุม
แถวคู่ยกร่องระหว่างแถว 100 ซม.
ระยะระหว่างต้น 30 ซม.หลุมละ 1 ต้น
6. การใส่ปุ๋ย
ระบบที่ 1(ข้าว-ข้าวโพดหวาน)
ครั้งที่ 1 รองพื้นด้วย 15-15-15 อัตรา 25-50 ก.ก/ไร่
ครั้งที่ 2 หลังปลูก 20-25 วัน ใส่ 46-0-0 อัตรา 25-50
ก.ก/ไร่
ครั้งที่ 3 หลังปลูก 40 วัน ใส่ 46-0-0 อัตรา 25 ก.ก/ไร่
ระบบที่ 2(ข้าว-ถั่วเหลือง-ข้าวโพดหวาน)
ครั้งที่ 1 ใส่ปุ๋ยรองพื้น 16-20-0 อัตรา 25 ก.ก/ไร่
ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 25 ก.ก/ไร่ หรือ
โรยข้างแถวแล้วพรวนกลบ เมื่อข้าวโพดหวานอายุได้
20-25 วัน
ครั้งที่ 3 ใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 25 กก./ไร่
เมื่อข้าวโพดอายุ 40-45 วัน
ระบบที่ 3(ข้าวโพดหวานอย่างเดียว)
ครั้งที่ 1 รองพื้นด้วย 15-15-15 อัตรา 25-50 ก.ก/ไร่
ระบบที่ 1(ข้าว-ข้าวโพดหวาน)
ครั้งที่ 1 หลังงอก 10-20 วัน ใส่ 46-0-0 อัตรา
25 กก./ไร่
ครั้งที่ 2 อายุ 40-65 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15
อัตรา 25 กก./ไร่ หยอดบริเวณใกล้โคนต้น
ระบบที่ 2(ข้าว-ถั่วเหลือง-ข้าวโพดหวาน)
ครั้งที่ 1 ใส่ปุ๋ย 46-0-0 และ 13-13-21
อัตรา 25 กก./ไร่ 1:1 เมื่อข้าวโพดหวาน
อายุ 20 วัน
ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยสูตรและอัตราเดิมของครั้งที่ 1 เมื่อข้าวโพดหวานเริ่มออกดอก (45-50 วัน) โดยการ
หยอดบริเวณโคนต้น
ระบบที่ 3(ข้าวโพดหวานอย่างเดียว)
ครั้งที่ 1 หลังงอก 10-20 วัน ใส่ 46-0-0 อัตรา
ครั้งที่ 2 หลังปลูก 20-25 วัน ใส่46-0-0 อัตรา
25-50 ก.ก/ไร่
ครั้งที่ 3 หลังปลูก 40 วัน ใส่ 46-0-0 อัตรา 25 ก.ก/ไร่
25 กก./ไร่
ครั้งที่ 2 อายุ 40-65 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15
อัตรา 25 กก./ไร่ หยอดบริเวณใกล้โคนต้น
7.การให้น้ำ
ทุก 10-14 วัน ให้น้ำครั้งสุดท้ายที่ระยะน้ำนมหรือหยุดให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยว 3-5 วัน
ให้ตามสภาวะฝนและตามความ
ต้องการของพืชโดยสังเกตจากดิน
และการเหี่ยวของใบพืช
8.การป้องกันกำจัดวัชพืช
ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
อาทราซีน+ กรัมม๊อกโซน (1 กก.:1,000 ซีซี)
ผสมน้ำ 200 ลิตรพ่นทันทีหลังปลูกและให้น้ำแล้ว
9.การป้องกันกำจัดโรคและ แมลง
ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
2-3 ครั้งต่อฤดูปลูกขึ้นอยู่กับการระบาด
10.การเก็บเกี่ยว
หลังข้าวโพดออกไหม 18-20 วัน
ตามอายุของพันธุ์ (ประมาณ 70 วันหลังงอก)
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบผลการทดสอบการปลูกข้าวโพดหวานในระบบข้าว-ข้าวโพดหวาน ระหว่างวิธีปรับใช้ชุดเทคโนโลยีของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทกับวิธีการของเกษตรกรของข้าวโพดพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 และพันธุ์ฮันนี่สวีทเตอร์ # 27 ปี 2549
พันธุ์ไฮบริกซ์ 3
พันธุ์ฮันนี่สวีทเตอร์ # 27
หมายเหตุ: * พันุ์ฮันนี่สวีทเตอร์ # 27
ฐานข้อมูลงานวิจัยไม้ผล : ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และแก้วมังกร (4) Fruits Research Database : Durian Mangosteen Rambutan Longkong and Dragon Fruit (4)
162
ฐานข้อมูลงานวิจัยไม้ผล : ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และแก้วมังกร (4)
Fruits Research Database : Durian Mangosteen Rambutan Longkong and Dragon Fruit (4)
สุจริต ส่วนไพโรจน์1 นงนุช วงศ์สินชวน2 มนูญ ศิรินุพงศ์1 สมพร ช่วยอารีย์3 ปัทมา ศรีน้ำเงิน4 และ รัชฎา เศรษฐวงศ์สิน5
Sucharit Suanphairoch1, Nongnuch Wongsinchuan2, Manoon Sirinupong1, Somporn Chuai-Aree3, Pattama Srinamngoen 4
and Ratchada Setthawongsin 5
Abstract
The database of durian, mangosteen, rambutan, longkong and dragon fruit was collected all articles in
criteria, which published in 1965 to present. We collected all articles during Dec, 2006-2007. To facilitate
researchers accessed the data. We gathered 1,036 records about durian, mangosteen, rambutan, longkong and
dragon fruit were 402(38.80%), 294(28.38%), 149(14.38%), 162(15.64%) and 29(2.80%) records respectively, and
also categorized to 14 subjects, such as cultivars 63(6.49%), cultural practice 131(13.51%), Biology 27(13.51),
Chemistry/biochemistry 61(6.29%), plant physiology 219 (22.58%), postharvest physiology 197(20.31%), process
ing/agro-industry 87 (8.97%), molecular biology 17(1.75%), engineering 44(4.54%), plant pathology, 66(6.80%),
entomology 50(4.83%), agriculture extension 16(1.54%) economics 43(4.43%) and others 15(1.55%). Researchers
could search at www.schuai.net/ WebBaseFruitResearch by keywords, article type, author(s) and year. The output
displays the details, including abstract and also linked to full text. The database was completely inspected,
therefore its confidently referred and projected to encourage research plan in the future.
Key words : fruit database, durian, mangosteen, rambutan, longkong, dragon fruit
บทคัดย่อ
ฐานข้อมูลงานวิจัยไม้ผล: ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกองและแก้วมังกร ได้จัดรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี 2508-
ปัจจุบัน เพื่อความสะดวกต่อนักวิจัยที่สนใจนำไปใช้ประโยชน์ เริ่มดำเนินการรวบรวมงานวิจัยตั้งแต่ ธันวาคม 2550-2551
สามารถรวบรวมได้ทั้งสิ้น 1,036 เรื่อง จัดจำแนกออกตามชนิดไม้ผล ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกองและ แก้วมังกร จำนวน 402,
294, 149, 162 และ 29 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 38.80, 28.38, 14.38, 15.64 และ 2.80 ลำดับ จัดแยกตามสาขาวิชาการ ได้แก่
พันธุ์ เขตกรรม ชีววิทยา เคมี/ชีวเคมี สรีรวิทยา วิทยาการหลังเก็บเกี่ยว การแปรรูป/อุตสาหกรรมเกษตร ชีวโมเลกุล วิศว
กรรม โรคพืช เศรษฐศาสตร์ และอื่นๆ จำนวน 63, 131, 27, 61, 219, 197, 87, 17, 44, 66, 50, 16, 43 และ 15 เรื่อง คิดเป็น
ร้อยละ 6.49, 13.51, 2.78, 6.29, 22.58, 20.31, 8.97, 1.75, 4.54, 6.80, 4.83, 1.54, 4.43 และ 1.55 ตามลำดับ นักวิจัย
ผู้สนใจสามารถสืบค้นผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ทที่เว็บไซด์ www.schuai.net/WebBaseFruitResearch โดยสามารถสืบค้นจาก
คำสำคัญ ประเภทผลงาน ผู้แต่ง/เจ้าของผลงาน หน่วยงานและปีตีพิมพ์ ผลจากการสืบค้นจะได้รับรายละเอียดของงานวิจัย
และบทคัดย่อ รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังแหล่งต้นฉบับ ฐานข้อมูลงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้อ้างอิงและใช้วางแผนการสนับสนุน
งานวิจัยต่อไปในอนาคต
คำสำคัญ : ฐานข้อมูลวิจัย ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง แก้วมังกร
1ภาควิชาเทคโนโลยีและการอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 94000
Department of technology and Industries, Faculty of Science and Technology, Prince of Songkla University Pattani Campus 94000
2ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 94000
Department of Science, Faculty of Science and Technology, Prince of Songkla University Pattani Campus 94000
3 ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 94000
Department of Mathematics and Computer Science, Prince of Songkla University Pattani Campus 94000
4คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสารสนเทศจันทบุรี 22170
Faculty of Science and Arts, Burapha University Chanthaburi IT campus, Chanthaburi 22170
5โปรแกรมวิชาเกษตรศาสตร์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา สงขลา 90000
Agriculture program, Faculty of Agriculture Tecnology, Songkla Rajabhat University 90000
ว. วิทยาศาสตร์การเกษตร ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 (พิเศษ) กันยายน – ธันวาคม 2551
163
คำนำ
ในปัจจุบันการให้บริการฐานข้อมูลของประเทศไทยมีอยู่มากและหลายสาขาหลายประเภท ทั้งนี้ให้บริการแก่บุคคล
ทั่วไปหรือสมาชิก ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูล 40 ปี การประชุมวิชาการ มก. (http://kucon.lib.ku.ac.th/phpkucon/
index/html) ฐานข้อมูลทุเรียนออนไลน์ (www.doa.go.th/durian; http://210.240.186.155/durian) ฐานข้อมูล TDC 75
มหาวิทยาลัย/สถาบัน (http//:202.28.18.227/dcms/base) ฐานข้อมูลบัวในประเทศไทย (www.kmitl.ac.th/agricdata/lotus)
และฐานข้อมูลงานวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (www.phtnet.org/content.asp?mod=research) เป็นต้น การรวบรวม
งานวิจัยไม้ผลที่มีความหลากหลายและกระจัดกระจาย รวมเข้าเป็นฐานข้อมูลจะเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่ยังไม่มีฐานข้อมูล
งานวิจัยไม้ผลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกและมีประสิทธิภาพ กวิศร์ (2537) ได้รวบรวมบทคัดย่องานวิจัยไม้ผลสำหรับ
ประเทศไทย ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในระหว่างปี พ.ศ.2526-2532 ได้ 736 เรื่องจากไม้ผล 14 ชนิด และไม้ผลอื่นๆ ซึ่งได้มีการ
นำมาสรุปและวิเคราะห์ ตลอดจนผ่านการระดมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา(ไม้ผล) และได้
นำเสนอแนวทางการวิจัยในอนาคต (พ.ศ.2537-2547) ไว้ อย่างไรก็ตามเอกสารดังกล่าวเผยแพร่ในรูปรายงานวิจัยและยังคง
อยู่ในสภาพจำกัดและเข้าถึงได้ยาก การจัดทำฐานข้อมูลในรูปแบบออนไลน์เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้สนใจเข้าถึงข้อมูล
มากยิ่งขึ้นจะช่วยให้นักวิจัยใช้ประโยชน์ได้และเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายในระดับต่างๆ ขององค์กรที่เกี่ยวข้องและ
การสนับสนุนทุนวิจัยต่อไป
อุปกรณ์และวิธีการ
ดำเนินการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยไม้ผล 5 ชนิด คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกองและแก้วมังกร จาก
แหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น ห้องสมุดของสถานศึกษา วิทยาลัย มหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงฐานข้อมูลและทรัพยากรในรูปอิเล็กทรอ
นิกส์ต่างๆ ในระบบอินเทอร์เน็ต โดยครอบคลุมงานวิจัยตั้งแต่ ปี พ.ศ.2508-ปัจจุบัน นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาจัดเตรียมให้อยู่ใน
รูปแบบแฟ้มข้อมูลชนิด Acrobat (pdf) จัดแยกเก็บเป็นหมวดหมู่ตามสาขาวิชา ในลำดับถัดมาออกแบบฐานข้อมูลและระบบ
จัดเก็บข้อมูลให้สามารถดำเนินการได้อย่างอิสระ สามารถค้นหาข้อมูลจากคำสำคัญและอื่นๆ สามารถเข้าถึงรายละเอียดของ
ข้อมูลที่สนใจ รวมทั้งบทคัดย่อและเชื่อมโยงไปยังเรื่องเต็มที่แหล่งข้อมูลดั้งเดิม ตลอดจนการแสดงผลออกทางเครื่องพิมพ์
หลังจากออกแบบฐานข้อมูลแล้ว ได้ทดสอบระบบการจัดเก็บข้อมูลและใช้งานบนเว็บไซต์ www.schuai.net/webBaseFruit
Research ภายหลังจัดทำฐานข้อมูลไม้ผลแล้ว ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและนำมาวิเคราะห์สถานภาพการ
วิจัยไม้ผลทั้ง 5 ชนิด และเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานวิจัยที่ควรได้รับการสนับสนุนในอนาคต
ผลและวิจารณ์
ฐานข้อมูลงานวิจัยไม้ผล ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกองและแก้วมังกร นี้เป็นส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลงานวิจัยไม้ผล
ของประเทศไทย โดยสามารถรวบรวมข้อมูลได้ทั้งสิ้น 1,036 เรื่อง จัดจำแนกตามชนิดไม้ผล (Table 1) และอาจจัดจำแนกตาม
สาขาวิชา (Table 2)
Table 1 Fruits database profile
Fruits Durian Mangosteen Rambutan Longkong Dragonfruit
Records
%
402
38.80
294
28.38
149
14.38
162
15.64
29
2.80
ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 (พิเศษ) กันยายน – ธันวาคม 2551 ว. วิทยาศาสตร์การเกษตร
164
Table 2 Fruits database categorized by subjects
ซึ่งรวบรวมมาจากเอกสารประเภทต่าง ๆ ดังนี้
ผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ทที่เว็บไซต์ www.schuai.net/WebBaseFruitResearch ซึ่งมี
วิธีการใช้งานที่ง่ายและสะดวก จากส่วนของการสืบค้นข้อมูลโดยกำหนดรายละเอียดที่ต้องการจาก คำสำคัญ ชื่อผู้แต่ง/
นักวิจัย เจ้าของผลงาน ประเภทของงานวิจัย ชื่อ/ชนิดไม้ผล ปี พ.ศ. ที่ตีพิมพ์ หน่วยงาน/สำนักพิมพ์หรือผู้จัดประชุม ผลการ
สืบค้นข้อมูลจะแสดงผลเป็นภาษาไทยและอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษอาจมีรายละเอียดที่ไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากเอกสาร
ต้นฉบับ สามารถเลือกดูรายละเอียดข้อมูล แหล่งที่มาของข้อมูล และสามารถดาวน์โหลด บทคัดย่อและเชื่อมโยงไปยังเรื่องเต็ม
ได้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของเจ้าของเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงไป ผู้สนใจสามารถสั่งพิมพ์ได้ทั้งรายการเอกสารที่ค้นพบ รายละเอียดของ
เอกสารที่สนใจและบทคัดย่อ นอกจากนี้ยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ให้ข้อมูลย้อนกลับ คำแนะนำแก่คณะผู้วิจัย รวมถึงผู้สนใจ
สามารถมีส่วนร่วมในการจัดเก็บข้อมูล โดยการลงทะเบียนผ่านระบบ ซึ่งจะทำให้ฐานข้อมูลมีการใช้งานและให้เกิดประโยชน์
ตลอดเวลา เป็นฐานข้อมูลที่มีชีวิต หรือพัฒนาไปเป็นฐานข้อมูลงานวิจัยพืชสวน ส่วนปัญหาพบเล็กน้อย อาทิ เช่น การนำเสนอ
งานวิจัยมากกว่า 1 ประเภท งานวิจัยขาดความสมบูรณ์ เช่น ไม่มีส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษ ขาดปี พ. ศ. ที่ตีพิมพ์ และจำนวน
Subjects Records ( % )
Cultivars 63 ( 6.08)
Cultural Practice 131 (12.65)
Biology 27 ( 2.60)
Chemistry/Biochemistry 61 ( 5.89)
Plant Physiology 219 (21.14)
Postharvest physiology 197 (19.02)
Processing/Agro-industry 87 ( 8.40)
Molecular Biology 17 ( 1.64)
Engineering 44 ( 4.25)
Plant pathology 66 ( 6.37)
Entomology 50 ( 4.83)
Agricultural Extension 16 ( 1.54)
Economics 43 ( 4.15)
Others 15 ( 1.45)
Total 1036 (100)
Table 3 Type of fruit research documents
Journal Research report Thesis/Dissertations Proceeding Book/article
Durian 70 (20.53%) 85 (60.71%) 158 (32.58%) 83 (41.09%) 6 ( 100%)
Mangosteen 75 (22.00%) 22 ( 5.71%) 146 (30.10%) 51 (25.25%) 0 ( 0.00%)
Rambutan 22 ( 6.45%) 12 ( 8.57%) 75 (15.46%) 40 (19.80%) 0 (0.00%)
Longkong 28 ( 8.21%) 20 (14.29%) 90 (15.56%) 24 (11.88%) 0 (0.00%)
Dragonfruit 8 ( 2.34%) 1 ( 0.71%) 16 ( 3.30%) 4 ( 1.98%) 0 (0.00%)
Total 358 (100%) 140 (100%) 485 (100%) 202 (100%) 6 (100%) 1,036(100%)
ว. วิทยาศาสตร์การเกษตร ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 (พิเศษ) กันยายน – ธันวาคม 2551
165
หน้า แหล่งที่มาของเอกสารไม่ชัดเจน ชื่อหน่วยงานมีการเปลี่ยนแปลงและการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังฉบับจริง ซึ่งขึ้นอยู่กับการ
ยินยอมให้ผู้ใช้เชื่อมโยงเข้าไปใช้งานหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงเซอร์ฟเวอร์ หรือ URL เป็นต้น
ในการวิเคราะห์สถานภาพการวิจัยไม้ผลทั้ง 5 ชนิด สัดส่วนงานวิจัยที่เผยแพร่พบว่า ทุเรียนและมังคุดมีรายงานวิจัยที่
รวบรวมได้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของไม้ผล ส่วนเงาะได้รวบรวมรายงานวิจัยมาได้น้อยกว่าลำดับความสำคัญของ
ไม้ผล ในขณะที่ลองกองและแก้วมังกรได้รวบรวมรายงานการวิจัยได้มากกว่าลำดับความสำคัญของไม้ผล ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก
ลองกองได้รับความนิยมและขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็ว มีการดำเนินการวิจัยเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกับแก้วมังกร ซึ่งเป็นพืช
เศรษฐกิจชนิดใหม่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในการจัดลำดับความสำคัญของไม้ผลมาก่อน การวิเคราะห์แนวโน้มการวิจัยของไม้ผล 5 ชนิดนี้
จากความต้องการของตลาดที่มีเป็นจำนวนมากและความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนกับผลไม้ชนิดอื่น ทั้งภายในประเทศ
และภายนอกประเทศ จึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริมวิทยาการต่างๆ เพื่อสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตให้ดีขึ้นและเหมาะแก่
ผลิตผลแต่ละประเภท เช่นเดียวกับมังคุดที่มีปริมาณการส่งออกและแข่งขันในด้านคุณภาพ ควรมีการสนับสนุนงานวิจัยด้าน
สรีรวิทยาและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มคุณภาพผล ยืดอายุผลผลิตในการส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการของ
ตลาด ส่วนเงาะได้ความนิยมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับทุเรียนและมังคุด ประกอบกับประเทศมาเลเซียมีการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์
เงาะและการผลิตอย่างจริงจัง เป็นคู่แข่งที่สำคัญในการส่งออกเงาะของไทย ซึ่งเดิมงานวิจัยของเงาะมีปริมาณน้อยกว่าความ
ต้องการและพื้นที่ผลิตเงาะของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงสะท้อนให้เห็นปัญหาการผลิต ซึ่งควรได้รับการแก้ปัญหาแบบครบ
วงจร สำหรับลองกองควรสนับสนุนงานวิจัยด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป เนื่องจากมีการวิจัยไม่มากพอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแปรรูป อาจเนื่องมาจากความจำกัดทางสรีรวิทยาของผลลองกอง และไม่สนใจการแปรรูปเนื่องจากใน
ช่วงแรกราคาผลผลิตลองกองมีราคาสูงและการตลาดดีมาก ปัจจุบันราคาลองกองลดต่ำลงมาก ควรที่ส่งเสริมการวิจัยการแปร
รูปมากขึ้น งานวิจัยทางด้านการปฏิบัติงานสวนและสรีรวิทยาเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต คุณภาพผลผลิตให้เพิ่มสูงขึ้น
ยังคงมีความจำเป็นอยู่เช่นกัน งานวิจัยเพื่อควบคุมการระบาดของแมลง (โดยเฉพาะปัญหานอนกินใต้เปลือกลองกองและโรค
ต่างๆ โดยเฉพาะอาการกิ่งแห้ง) และงานวิจัยการตลาด เนื่องจากลองกองเป็นผลไม้ที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น ทำให้สูญเสีย
ศักยภาพในการแข่งขันกับผลไม้ชนิดอื่นๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวิจัยทางการตลาดให้มีช่องทางการจำหน่าย สามารถ
เคลื่อนย้ายผลผลิตลองกองถึงมือผู้บริโภคปลายทางในเวลาสั้น ซึ่งในอดีตมีการวิจัยค่อนข้างน้อย ส่วนแก้วมังกรในอนาคต
งานวิจัยควรมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาและชะลอปัญหาของราคาผลผลิตตกต่ำเช่นเดียวกับผลไม้อื่นที่ผ่านมาในอดีต ควรที่
ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยด้านพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสม งานวิจัยการแปรรูป การวิจัยทางด้านสรีรวิทยาการผลิตและการ
ปฏิบัติงานสวน เนื่องจากประเทศไทยยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ คือ เวียดนาม งานวิจัยการตลาด
ควรที่จะมีการศึกษาการกำหนดเขตเศรษฐกิจสำหรับการผลิตแก้วมังกรให้ชัดเจน ควบคุมการขยายพื้นที่การผลิตที่ไม่สมดุล
อย่างไรก็ตามควรที่จะ มีการทวนสอบกับแผนพัฒนาการผลิตไม้ผลและแผนงานวิจัยไม้ผลของคณะอนุกรรมการวิจัยไม้ผล
แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติต่อไป
สรุป
ฐานข้อมูลงานวิจัยไม้ผล: ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกองและแก้วมังกร ได้รวบรวมและจัดทำเป็นฐานข้อมูลออนไลน์
บนเวปไซต์ที่ www.schuai.net/WebBaseFruitResearch รวบรวมได้ทั้งสิ้น 1,036 เรื่อง เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2508-
ปัจจุบัน จัดจำแนกออกตามชนิดไม้ผลและสาขาวิชาการ นักวิจัยผู้สนใจสามารถสืบค้นจาก คำสำคัญ ประเภทผลงาน ผู้แต่ง/
เจ้าของผลงาน หน่วยงานและปีตีพิมพ์ ผลจากการสืบค้นจะได้รับรายการที่สืบค้น รายละเอียดของงานวิจัยและบทคัดย่อ
รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังแหล่งต้นฉบับ ฐานข้อมูลงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้อ้างอิงและใช้วางแผนการสนับสนุนงานวิจัยต่อไป
ในอนาคต
คำขอบคุณ
คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณศาสตราจารย์ ดร.จริงแท้ ศิริพานิชที่ได้ให้คำแนะนำในการวิจัย สำนักวานกองทุน
สนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย ตลอดจน คุณยศพล ผลาผลและผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือการดำเนินงานวิจัยทุกๆ
ท่าน
เอกสารอ้างอิง
กวิศร์ วานิชกุล.2537. บทคัดย่องานวิจัยไม้ผล. งานวิจัยไม้ผลในประเทศไทย พ.ศ. 2526-2532 และการวิเคราะห์แนวทางการวิจัยไม้ผลสำหรับ
ประเทศไทยเล่ม 1 และ 2. นครปฐม. 701 น.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)